วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

กองทุนตราสารทุน (กองทุนหุ้น) เหมาะสำหรับเราหรือไม่ ?

จัดทำโดย นางสาวกมลพรรณ ฤทธิเลิศ

กองทุนตราสารทุน (กองทุนหุ้น) เหมาะสำหรับเราหรือไม่ ?

เป็นเวลาสิบกว่าปีที่ได้ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมกองทุนรวม ได้พบความจริงข้อหนึ่งในหมู่ผู้ลงทุนในกองทุนหุ้นโดยทั่วไป ที่น่าหนักใจ ความจริงข้อนั้นคือ พวกเขามีเป้าหมายการลงทุนในกองทุนหุ้นเพื่อให้ได้กำไรจากหุ้นในระยะสั้นๆ เช่น ภายในเดือนเดียวเท่านั้น
ผู้ลงทุนเหล่านี้ขาดความเข้าใจที่ว่า หุ้นมีความผันผวนในราคาซื้อขายได้ทุกวัน และหุ้นที่กองทุนหุ้นลงทุนนั้น พอตกเย็นที่ตลาดหุ้นปิด ตลาดหลักทรัพย์ฯก็จะประกาศราคาปิดของหุ้นแต่ละตัวออกมา กองทุนจะใช้ราคาปิดนี้มาแทนที่ราคาตลาดของหุ้นเมื่อวันก่อนเพื่อคำนวณมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนในเย็นวันนี้ หากหุ้นที่กองทุนลงทุนเอาไว้แล้วมีราคาปิดลดลงจากวันก่อน NAV หรือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วยลงทุนมันก็ลดลงไป ถ้าราคาหุ้นสูงขึ้นก็จะสูงไปด้วย
กล่าวคือ ดูว่ามีกำไรหรือขาดทุนทางบัญชีในการคำนวณมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วยลงทุนเท่านั้น ไม่ได้เป็นกำไรขาดทุนจริงๆ เลย เพราะยังไม่ได้ขายหุ้นออกไป แต่ที่ต้องคำนวณอย่างนี้เพราะมันเป็นวิธีการทางบัญชีที่ยอมรับกันทั่วโลก มันก็เหมือนกับคุณมีทองที่ซื้อมาบาทละ 8,000 บาท ถ้ารุ่งขึ้นเขาประกาศราคาเป็น 8,200 บาท คุณก็รู้สึกดี เพราะทองมีราคาตลาดที่อ้างอิงสูงกว่าราคาทุนที่คุณซื้อมาวันก่อน ถ้าลดลง คุณก็รู้สึกว่าขาดทุนไปหน่อย แต่จริงๆ แล้วคุณยังไม่ได้ขาย จึงไม่ได้เกิดกำไรขาดทุนที่แท้จริง ราคาตลาดของหุ้นจึงเสมือนหนึ่งเป็นราคาที่สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเราขายหุ้นที่มีอยู่ ณ เวลาที่ปิดตลาดวันนั้น และมีคนรับซื้อในราคานั้นๆ คุณจะได้รับเงินมาหุ้นละเท่าไร
มุมมองของการลงทุนในกองทุนหุ้นที่ถูกต้องนั้นควรจะมองว่าเรามีเงินสดในวันนี้จำนวนหนึ่ง ถ้าเงินจำนวนนี้เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้มันในอีกหลายๆ ปี เราต้องการให้เงินทำงานด้วยตัวของมันเอง โดยผ่านการลงทุนที่มีผลตอบแทนที่น่าพอใจ ทางเลือกของการลงทุนมีหลายทาง เช่น ฝากเงินกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือตั๋วเงินคลัง ลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน เช่น ซื้อตั๋วบี/อีหรือหุ้นกู้บริษัทเอกชน หรือว่าลงทุนในหุ้น เป็นต้น เราต้องพิจารณาว่าในการลงทุนแต่ละแบบนั้น สมมติว่าเราต้องการลงทุนไป 10 ปี อะไรน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากัน และเรารับความเสี่ยงความผันผวนของมูลค่าการลงทุนในแต่ละวันที่จะผ่านไปได้มากน้อยขนาดไหน
โดยปกติแล้วการลงทุนในหุ้นนั้น บางปีเราอาจกำไร 120%, 50%, 12%, 2% บางปีก็ขาดทุน 10%, 15%, 30% ก็เป็นได้ เรียกว่ามีความผันผวนมากกว่าฝากเงินหรือลงทุนในตราสารหนี้เช่นพวกพันธบัตร เป็นต้น ตราสารหนี้เหล่านี้มีราคาตลาดผันผวนน้อยกว่าหุ้น แต่ก็มีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่ำกว่าหุ้นด้วย
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เราลงทุนในหุ้นเพราะคาดหวังผลตอบแทนที่จะได้รับโดยเฉลี่ยต่อปี มากกว่าการลงทุนในพันธบัตร หรือฝากเงินในระยะยาวหลายๆ ปี แม้ว่าหุ้นจะมีความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ แต่ก็มีผลตอบแทนคาดหวังโดยเฉลี่ยต่อปีที่สูงกว่าตราสารหนี้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ภายใน 10 ปีข้างหน้า การฝากเงินอาจได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 3-4% การซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อาจได้ผลตอบแทนต่อปีที่ 5-6% (ทั้งสองอย่างเป็นอัตราก่อนหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 15% ของดอกผลที่ได้รับ และยังไม่ได้หักอัตราเงินเฟ้อที่จะทำให้ผลตอบแทนในแบบ real term นี้ลดต่ำไปอีก) ส่วนการลงทุนในหุ้นอาจได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 8-12% โดยไม่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อและไม่ถูกหักภาษี เป็นต้น
ดังนั้น เงินของคุณจะเหมาะกับกองทุนหุ้นก็ต่อเมื่อ
1.คุณไม่จำเป็นต้องใช้เงินส่วนนั้นไปอีกหลายๆ ปี ตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปีขึ้นไป
2.คุณยอมรับการขาดทุนในบางปีหรือหลายปีได้โดยหวังผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ดีกว่าฝากเงินหรือซื้อพันธบัตร หรือตราสารหนี้อื่นๆ
3.เงินของคุณที่นำไปลงทุนในหุ้นไม่ใช่เงินก้อนเดียวในชีวิตที่จะมีอยู่
4.คุณมีความเชื่อที่ว่าผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของหุ้นในระยะหลายๆ ปีดีกว่าตราสารหนี้หรือการฝากเงิน
หากคุณยอมรับในทุกข้อนี้ได้ คุณก็เหมาะสมที่จะลงทุนในหุ้นหรือกองทุนตราสารทุน แต่อย่าลืมว่าคุณต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งเงินลงทุนเป็นส่วนๆ ด้วย ไม่ใช่ว่านำทุกบาททุกสตางค์ทุ่มไปที่หุ้นจนหมด คุณควรแบ่งเงินเป็นส่วนๆ ตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงินและระยะเวลาที่จะใช้ แล้วพิจารณาว่าแต่ละก้อนนั้นเหมาะสมกับการลงทุนแบบไหน


ที่มา:http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q3/article2005sep15p3.htm



คำถาม

1. กองทุนหุ้นให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงต่างกันกับตราสารหนี้หรือเงินฝากอย่างไร

2. เงินของคุณจะเหมาะกับกองทุนหุ้นเมื่อใด

3. นักลงทุนในกองทุนหุ้นโดยทั่วไปมีเป้าหมายการลงทุนในกองทุนหุ้นอย่างไร

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

ข่าวสารเกี่ยวกับการเงินทางธุรกิจ

ข่าวเศรษฐกิจ
ข่าว 1. กมธ.การเงินฯ เสนอให้แก้ กม.ดูแลการลงทุนของ กบข.

กรุงเทพฯ 14 ม.ค. - นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมกรรมาธิการฯ วันนี้ (14 ม.ค.) ว่า กรรมาธิการฯ ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เข้าชี้แจงกรณีผู้เกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย. 2551 ร้องเรียนว่า เงินที่ควรจะได้ลดน้อยลง จากคำชี้แจงของ กบข. พบว่า ในเดือน ก.ย. 2551 กบข.ได้ขาดทุนรวม 15,300 ล้านบาท เนื่องจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งในและต่างประเทศ ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ราคาหุ้นลดลง ส่งผลให้เงินลงทุนประมาณร้อยละ 28 ที่ได้ไปลงทุนไว้ในตลาดหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ได้รับผลกระทบ ส่งผลให้สมาชิกได้รับเงินน้อยกว่าที่เคยได้
“กรรมาธิการฯ ได้ขอให้ กบข.เร่งประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกเข้าใจถึงปัญหาและวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสภาพจิตใจของสมาชิก ซึ่งขณะนี้ กบข.มีสมาชิกถึง 1,120,000 คน เพราะคาดว่าในปี 2552 ผลประกอบการของกองทุนฯ จะลดลงอย่างต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ” นายสุรพงษ์ กล่าว และว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาว กรรมาธิการฯ เห็นควรมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารกองทุนฯ เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบกรณีที่เกิดปัญหากับการลงทุนของกองทุนฯ
นอกจากนี้ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีคำถามส่งเข้ามาถึงกรรมาธิการฯ โดยมีผู้เป็นห่วงในส่วนของเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งรัฐบาลควรประกาศให้ชัดเจนว่า ผู้สูงอายุกลุ่มใดบ้างจะได้รับเงินสนับสนุน รวมถึงความชัดเจนในการให้เงินค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งมีคำถามว่า รัฐบาลจะให้เงินค่าตอบแทนให้ทั่วถึงได้อย่างไร และจะเริ่มดำเนินการเมื่อใด. - สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-01-14 14:14:37





ข่าว 2. ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ กนง.ส่งสัญญาณดอกเบี้ยยังขาลงต่อไป

กรุงเทพฯ14ม.ค.-บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีแรงหนุนหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในวันนี้(14 ม.ค.) ร้อยละ 0.75 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่ายังคงมีอีกหลายประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่องต่อไป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เครื่องชี้เศรษฐกิจที่จะทยอยประกาศออกมาในช่วงหลายเดือนข้างหน้า อาจจะสะท้อนถึงแนวโน้มการถดถอยของเศรษฐกิจไทย พร้อมกับภัยคุกคามจากเงินฝืดโดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 โดยมีประเด็นแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ในระยะถัดไป ซึ่งคาดว่า แรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจจะเริ่มพลิกกลับมามีอัตราที่ติดลบตั้งแต่เดือน ม.ค. 2552 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจโน้มลงสู่กรอบด้านต่ำของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยแรงกดดันเงินเฟ้อที่ได้ผ่อนคลายลงอย่างมาก จะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ กนง.มีพื้นที่มากพอสมควรในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะถัดไปเพื่อดูแลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อกลไกการส่งผ่านผลของนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของ ธปท.ยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในระบบ โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินอาจไม่ถูกปรับลดลงมากเท่ากับขนาดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นผลจากประเด็นด้านความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการปล่อยสินเชื่อ และต้นทุนในการตั้งสำรองหากสินเชื่อที่ปล่อยไปกลายเป็นหนี้เสีย
นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่จะต้องจับตาในระยะถัดไป คือ การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่อาจตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ตลอดจนแนวโน้มการส่งออกที่อาจจะหดตัวโดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 ท่ามกลางแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก คงจะทำให้ ธปท.ต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายในการบริหารจัดการเสถียรภาพของค่าเงินบาท เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย พร้อมกับการสร้างสภาวะที่ผ่อนคลายทางการเงินเพื่อบรรเทาความเสี่ยงในช่วงขาลงของเศรษฐกิจ .-สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-01-14 16:45:02






ข่าว 3. คลังพร้อมเดินหน้าใส่เงินให้ทีเอสเอฟซีตามสัดส่วนการถือหุ้น

ก.คลัง 14 ม.ค.- นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังพร้อมที่จะสนับสนุนการเพิ่มทุนของบริษัทหลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ (ทีเอสเอฟซี) ตามสัดส่วนการถือหุ้นที่ร้อยละ 10 โดยขณะนี้รอเพียงเสนอแผนการเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเท่านั้น และการที่จะเพิ่มทุนให้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการเสนอแผนมาให้พิจารณาว่า สามารถแก้ปัญหาได้อย่างไร แต่กระทรวงการคลังก็พร้อมสนับสนุนเพิ่มทุนตามหุ้นที่ถืออยู่ โดยที่ผ่านมาในส่วนของรัฐมีความเสียหายจากการเข้าไปถือหุ้นทีเอสเอฟซีไม่ถึง 100 ล้านบาท เพราะรัฐถือหุ้นเพียงร้อยละ 10 ส่วนความเสียหายที่แท้จริงจะเป็นส่วนของเจ้าหนี้ต้องรับความเสียหายอันดับแรก ส่วนการบริหารจัดการก็เป็นไปตามครรลอง ถ้ามีอะไรไม่เหมาะสมก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่จะเข้าไปดำเนินการตรวจสอบ.-สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-01-14 15:02:24




ข่าว 4. เอกชนมั่นใจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มเห็นผลมีนาคมนี้

กรุงเทพฯ 14 ม.ค. - นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 115,000 ล้านบาท และทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงว่า จะทำให้ภาคธุรกิจกู้ยืมและทำการค้ามากขึ้น อีกทั้งการทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก็ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจดีขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรเร่งเดินหน้ามาตรการต่าง ๆ อย่างเต็มที่ รวมถึงเดินหน้าเปิดประมูลรถไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักลงทุนและมีเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจดีขึ้น เชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเริ่มเห็นผลเดือนมีนาคมนี้ และเศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการเติบโตไม่ติดลบ โดยจะขยายตัวได้ร้อยละ 2-3 สำหรับบริษัทฯ มีความมั่นใจในเศรษฐกิจไทยระยะยาวจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคได้ สำหรับยอดขายตลอดปีนี้คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 20 จากปีที่ผ่านมา มียอดขายประมาณ 10,000 ล้านบาท.- สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-01-14 14:07:50






คำถาม
คำถาม

จากเรื่องข่าว 1

1. กรรมาธิการฯ ได้ขอให้ กบข. เร่งประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกเข้าใจถึงปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพจิตใจต่อสมาชิก ซึ่งขณะนี้ กบข. มีสมาชิกทั้งหมดกี่คน

ตอบ




จากเรื่องข่าว 1
2. กรรมาธิการฯ ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เข้าชี้แจงกรณีผู้เกษียณอายุใน เดือนใด พ.ศ. อะไร

ตอบ




จากเรื่องข่าว 4

3. สำหรับยอดขายปี 2009 คาดว่าจะเติบโต ร้อยละ 20 จากปี 2008 มียอดขายประมาณ กี่ล้านบาท

ตอบ










คำถาม

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

ข่าวเศรษฐกิจ

จัดทำโดย นางสาวธัญนันท์ เกียรติสุรนนท์ 48210329

ข่าวเศรษฐกิจ

เปิดศักราชปี 2552 ได้ไม่กี่วัน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ถือโอกาสแถลงข่าว (7 มกราคม 2552) โชว์วิสัยทัศน์ทิศทางนโยบายของธนาคาร โดย2 ผู้บริหารระดับสูง วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร และ กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งปี 2552 นี้ไทยพาณิชย์ตั้งนิยามให้เป็น ปีแห่งความท้าทาย
***ใช้วิกฤติสร้างโอกาสแข็งแกร่ง
ถึงปีนี้จะ ท้าทาย แต่ก็ไม่ถึงขั้น วิกฤติ เป็นความเห็นที่ประธานกรรมการบริหารสะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ ในทางตรงกันข้ามไทยพาณิชย์มองเป็น โอกาส สำหรับธนาคาร คือ 1. โอกาสที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง 2. สร้างธุรกิจด้านการเงินที่เกี่ยวข้องกับรายได้ และ3.สร้างความแข็งแกร่งของเงินกองทุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์ที่มีเงินกองทุนแข็งแกร่งจะช่วยให้แบงก์และลูกค้าอยู่รอด
ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของแบงก์สีม่วงปีนี้ ลูกค้าคือหัวใจ ซึ่งทั้ง 2 ผู้บริหารพยายามย้ำอยู่ตลอดเวลาถึงการสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว พร้อมกับยืนยันหนักแน่นในสิ่งที่ถูกตั้งคำถามจากลูกค้าอยู่ตลอดเวลา คือ แบงก์ยังปล่อยกู้ และ ไม่ทิ้งลูกค้า (ลูกค้าที่แนวโน้มไปรอด)
เช่นเดียวกับการเดินหน้าสู่การเป็นธนาคารที่ให้บริการครบวงจร หรือ ยูนิเวอร์แซลแบงกิ้ง (Universal Banking) ซึ่งจนถึงวันนี้ วิชิต สุรพงษ์ชัย ยืนยันว่าแบงก์ไทยพาณิชย์เดินมาถูกทางแล้ว และพิสูจน์ได้ว่า ยูนิเวอร์แซล แบงกิ้ง คือ รูปแบบสถาบันการเงินที่มั่นคงที่สุดและมีความเสี่ยงน้อยกว่ารูปแบบอื่น โดยเฉพาะภายใต้วิกฤติการเงินโลกที่ถดถอย ที่ เขา ทำนายไว้ว่าจะอยู่ไปอีก 2 ปีหรือ 3 ปี
พร้อมกับประกาศทำทุกด้าน ทั้งธุรกิจรายย่อย รายใหญ่ เอสเอ็มอี ซิเคียวริตี ประกันภัย หลักทรัพย์ เช่าซื้อ และให้คำปรึกษาทางการเงิน ซึ่ง ณ วันนี้ ไทยพาณิชย์มีครบทุกบริการแล้ว แต่ยังต้องเดินไปข้างหน้าเพื่อสร้างความพอใจ และเป็น ธนาคารที่ทุกคนเลือก
****คาถาธุรกิจ ''ปรับตัวเร็ว''
ขณะที่ไกด์ไลน์ยุทธศาสตร์หลัก 6 ด้านของแบงก์ไทยพาณิชย์ ปี 2552 (รายละเอียดจากข้อมูลประกอบ) สะท้อนว่าแบงก์พร้อม ตั้งรับ ในปีนี้ แตกต่างจากเมื่อ 2 ปีก่อนซึ่งแบงก์ไทยพาณิชย์ รุกตลาดรุนแรง
เห็นได้จากมุมมองคาดการณ์ด้านตัวเลขโดย กรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ ที่เชื่อว่าจีดีพีปี 2552 จะโน้มไปในทางใกล้ 0-1% หรืออย่างเก่ง 2% ภาพรวมสินเชื่อโดยรวมจะอยู่ที่ 4-5% และเงินฝากขยายตัว 2-3% โดยเฉพาะหลักคิดในปีนี้ที่ กรรณิกา บอกในการทำธุรกิจก็คือ ต้องปรับตัวเร็ว ดังนั้นแผนธุรกิจของแบงก์ไทยพาณิชย์ในปีนี้ จึงอาจมีการทบทวนในทุกไตรมาส
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่ประธานกรรมการบริหาร เล่าว่าจะเพิ่มจำนวนสาขาของแบงก์ให้ครบ 1,000 สาขาในปี 2552 แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว แต่แบงก์ยังพร้อมที่จะลงทุนเปิดสาขาเพิ่ม รวมไปถึงการเพิ่มช่องทางการขายอื่นๆ เช่น เอทีเอ็ม ขายตรง (Direct Sale) และคอลล์เซ็นเตอร์ ยังชี้ได้ว่า ไทยพาณิชย์ ต้องรักษาตำแหน่ง ผู้นำ ในธุรกิจให้บริการรายย่อย หรือรีเทลแบงกิ้งไว้หลังจากที่ 1-2 ปีที่ผ่านมา การนำการตลาดของ กรรณิกา มาใช้ควบคู่กับการทำธุรกิจแบงก์พาณิชย์ ทำให้ ร่มม่วง และ แบงก์สีม่วง สร้างให้ลูกค้าจดจำและนึกถึง ไทยพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี ****ห่วงหนี้เสียกินเงินกองทุน
ขณะที่ในปีนี้ประธานกรรมการบริหาร ประกาศทำทั้งธุรกิจรายย่อย รายใหญ่ เอสเอ็มอี ซิเคียวริตี ประกันภัย หลักทรัพย์ เช่าซื้อ และให้คำปรึกษาทางการเงิน ซึ่ง ณ วันนี้ ประกาศได้ว่ามีครบทุกบริการ และยังต้องเดินไปข้างหน้าเพื่อสร้างความพอใจ และเป็น ธนาคารที่ทุกคนเลือก
นอกจากนี้ สิ่งที่ทั้ง วิชิต และ กรรณิกา เป็นห่วงไม่แตกต่างจากความเห็นของนายแบงก์อื่นๆที่เคยให้ความเห็นไว้ก่อนนี้ คือ ปี 2552 เป็นปีที่จะเห็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องระวังหนี้เสียกินเงินกองทุน ขณะที่แนวโน้มหนี้เสียมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนขึ้นอยู่กับแต่ละแบงก์ว่าจะสามารถควบคุมหนี้ไม่ให้เพิ่มขึ้นได้เพียงใด โดยเฉพาะลูกหนี้เอสเอ็มอีที่แบงก์ต้องติดตามใกล้ชิดมากขึ้นเป็นพิเศษ ถึงแม้ว่าสัดส่วนสินเชื่อเอ็นพีแอลของไทยพาณิชย์ในขณะนี้จะอยู่ที่ประมาณ 20% ก็ตาม
เราห่วงเอ็นพีแอลมาก ซึ่งปีนี้เป็นปีที่สำคัญมากที่จะแสดงว่าเราจะเป็นคู่ค้ากับลูกค้าในระยะยาว ไม่ใช่เวลาเขาดีแล้วไปเจ๊าะแจ๊ะ แต่เวลาไม่ดีก็ปล่อยทิ้ง อันนี้ไม่ใช่แบงก์ไทยพาณิชย์
หลังจากไทยพาณิชย์เปิดเกม รุก อย่างรุนแรงต่อเนื่อง 2 ปีที่แล้ว แต่ในปีนี้ต้องหันหัวกลับเป็น ตั้งรับ ด้วย 6 ยุทธศาสตร์หลัก ระวังปล่อยกู้ ดูคุณภาพสินเชื่อ จุนเจือลูกค้า คุมค่าใช้จ่าย สร้างรายได้เพิ่ม และเติมความสามารถพนักงาน ซึ่งทั้ง 2 ผู้บริหารระดับสูงมั่นใจว่าทั้งแบงก์และลูกค้าจะฝ่าวิกฤติ ปีแห่งความท้าทายนี้ไปได้
6 ยุทธศาสตร์หลัก ปี 2552
- ดูแลและให้ความช่วยเหลือลูกค้า เช่น ภาคท่องเที่ยว และกลุ่มโรงแรม โดยส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้น
-รอบคอบระมัดระวังในการทำธุรกิจ ยังขยายการปล่อยกู้ธุรกิจทุกด้าน เน้นบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk)
-ควบคุมคุณภาพสินเชื่อ เป็นปีที่จะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว ไม่ทิ้งลูกค้า เพื่อฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน
-สร้างรากฐานรายได้ค่าธรรมเนียมต่อเนื่อง โดยพยายามเพิ่มธุรกิจเพื่อที่ให้มีค่าธรรมเนียมเข้ามามากขึ้น เช่น ปล่อยธุรกิจด้านคอร์ปอเรต วางแผนเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมจาก 30% เป็น 40% ในระยะยาว
-ควบคุมค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไม่ลดคนแต่จะพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
-สร้างความสามารถของพนักงานและระบบงาน เพิ่มงบประมาณในการฝึกอบรมพนักงาน

ที่มา: http://news.sanook.com/economic

คำถาม

1. ใครคือ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ?
2. ยูนิเวอร์แซลแบงกิ้ง (Universal Banking) คืออะไร ?
3. เป้าหมายที่ประธานกรรมการบริหารจะเพิ่มจำนวนสาขาของแบงก์ให้ครบกี่สาขา
?

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2552

กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการให้บริการเช่าทรัพย์สินที่ได้มีการเรียกเก็บเงินประกันเงินมัดจำ หรือเงินจอง หรือเงินอื่นที่เรียกเก็บในลักษณะทำนองเดียวกัน ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.73/2541 เรื่องการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการเรียกเก็บเงินจ่ายล่วงหน้า เงินประกัน เงินมัดจำ หรือเงินจอง ลงวันที่ 30 มิถุนายน2541 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ลงในคำสั่งดังกล่าวเป็นต้นไปและให้เป็นอันยกเลิก บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง แนวทางปฏิบัติ หรือคำวินิจฉัยใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งฉบับดังกล่าว แนวทางปฏิบัติดังกล่าวมีผลกระทบต่อ การรับรู้รายได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการให้บริการเช่าทรัพย์สินที่ได้มีการเรียกเก็บเงินประกัน เงินมัดจำ หรือเงินจอง หรือเงินอื่นที่เรียกเก็บในลักษณะทำนองเดียวกัน
อย่างไรก็ตามต่อมากรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ท.ป.155/2549 ลงวันที่12 กันยายน2549 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งกรมสรรพากรที่ท.ป.1/2528 โดยให้มีผลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มหรือหลังวันที่1 มกราคม2550 เป็นต้นไปเป็นผลให้แนวปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.73/2541 ในส่วนที่เป็นเงินประกันหรือเงินมัดจำสำหรับกิจการให้เช่าทรัพย์สินหรือกิจการให้บริการถูกยกเลิกไปโดยปริยาย แต่ยังคงต้องพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปฏิบัติตามเงื่อนไขในคำสั่งที่ ป.73/2541 อยู่ต่อไปจึงขอนำมาเป็นประเด็นปุจฉา - วิสัชนาดังนี้
ปุจฉามีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเงินประกัน หรือเงินมัดจำสำหรับกิจการรับเหมาก่อสร้างอย่างไร
วิสัชนาคำสั่งกรมสรรพากรที่ป.73/2541 ไม่มีผลกระทบต่อกรณีการให้บริการรับเหมาก่อสร้างแต่อย่างใดเนื่องจากการประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการรับรู้รายได้เป็นการชัดเจนตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 แล้วดังนั้นกรณีการให้บริการรับเหมาก่อสร้างที่ได้มีการเก็บเงินจ่ายล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง โดยมีข้อตกลงต้องคืนเงินดังกล่าวให้ผู้ว่าจ้าง โดยยอมให้ผู้ว่าจ้างหักเงินดังกล่าวออกจากเงินค่างานที่ผู้รับจ้างจะได้รับในแต่ละงวด เพื่อชดเชยกับเงินจ่ายล่วงหน้าที่รับไปจนกว่าจะครบถ้วน พร้อมทั้งหักเงินค่าประกันผลงาน ให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจและแนะนำเกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการที่ได้มีการเรียกเก็บเงินจ่ายล่วงหน้า เงินประกัน เงินมัดจำ หรือเงินจอง หรือเงินอื่นที่เรียกเก็บในลักษณะทำนองเดียวกัน ผู้รับจ้างไว้อีกส่วนหนึ่ง และจะคืนเงินประกันผลงานให้แก่ผู้รับจ้างเมื่อหมดระยะเวลาประกันผลงาน จึงมีภาระภาษีดังนี้


1. เงินจ่ายล่วงหน้า(Advance Payment) (1) ผู้รับจ้างจะต้องนำเงินจ่ายล่วงหน้ามารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรประกอบกับข้อ 3.6 แห่งคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 เรื่องการใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ลงวันที่ 28 สิงหาคม2528 (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ว่าจ้างเมื่อจ่ายเงินล่วงหน้ามีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของเงินล่วงหน้าตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ท.ป. 4/2528 เรื่องสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากรมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน2528 เมื่อมีการจ่ายค่างวดงานแต่ละงวดให้แก่ผู้รับจ้างผู้ว่าจ้างมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของเงินค่างวดงานหลังหักเงินจ่ายล่วงหน้าในแต่ละงวดออกแล้ว(3) ผู้รับจ้างต้องนำเงินจ่ายล่วงหน้ามารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากรโดยถือว่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการให้บริการเกิดขึ้นในขณะได้รับชำระเงินดังกล่าว ตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร

2. เงินประกันผลงาน(Retention) (1) เงินประกันผลงานที่ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ว่าจ้างตามจำนวนที่ตกลงในสัญญาโดยยินยอมให้ผู้ว่าจ้างหักเงินดังกล่าวจากเงินค่าจ้างในแต่ละงวด เพื่อเป็นประกันผลงานนั้น เมื่อผู้ว่าจ้างจ่ายเงินค่าจ้างแต่ละงวดให้ผู้รับจ้างโดยหักเงินประกันผลงานดังกล่าว กรณีนี้จึงถือเป็นรายได้ของผู้รับจ้างเต็มจำนวนมูลค่าของงานที่แล้วเสร็จในแต่ละงวดและเมื่อผู้ว่าจ้างจ่ายคืนเงินประกันผลให้แก่ผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้างไม่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายอีก (2) ผู้รับจ้างต้องนำเงินประกันผลงานที่ถูกผู้ว่าจ้างหักจากเงินค่าจ้างแต่ละงวดมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากรโดยถือว่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการให้บริการเกิดขึ้นในขณะที่ได้รับเงินค่าจ้างแต่ละงวด ตามมาตรา 78/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากรเมื่อมีการจ่ายเงินประกันผลงานคืนให้แก่ผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างไม่ต้องนำเงินประกันผลงานดังกล่าวมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก อนึ่ง กรณีการให้บริการรับจ้างทำของอย่างอื่น นอกจากการให้บริการรับเหมาก่อสร้างและได้มีการเรียกเก็บเงินจ่ายล่วงหน้า และเงินประกันผลงาน ให้ถือปฏิบัติทำนองเดียวกับการให้บริการรับเหมาก่อสร้างดังกล่าว

วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การบริหาร การจัดการ บริหารธุรกิจ ขนาดย่อม SMEs..

จากการที่ธุรกิจขนาดย่อม เป็นธุรกิจขนาดเล็กมีการลงทุนในการดำเนินงานไม่สูง ทางการดำเนินธุรกิจส่วนมากแล้วอยู่ในรูปของการดำเนินการภายในครอบครัว โดยมีหัวหน้าครอบครัวทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเอง และมีหน้าที่ในการตัดสินใจในการบริหารคน เงิน เครื่องจักร และวัสดุ โดยใช้หลักการบริหาร ฉะนั้น ผู้ดำเนินการจัดการหรือบริหารธุรกิจขนาดย่อมควรที่จะต้องศึกษาหลักการบริหารและจัดการเบื้องต้น เพื่อทำการบริหารธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จดังที่จะได้ศึกษาต่อไปนี้
คำว่า “การจัดการ” โดยทั่วไปหมายถึง ลักษณะของการปฏิบัติงาน แต่คำว่า “การบริหาร” โดยทั่วไปใช้ในการกำหนดเป้าหมายให้พนักงานปฏิบัติตามรวมถึงการบริหารราชการและการบริหารธุรกิจ อย่างไรก็ตามคำทั้งสองได้ถูกนำมาใช้แทนกันอยู่เสมอ โดยที่การบริหารจะเน้นในเรื่องการบริหารหรือการจัดการที่เกี่ยวกับนโยบายชั้นสูง หรือส่วนราชการ การจัดการ จะเน้นในเรื่องการจัดหรือดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดไว้ หรือใช้กับกิจกรรมที่ประกอบธุรกิจ
ต่อไปนี้จะให้คำนิยาม “การจัดการ” ในเชิงธุรกิจเพื่อที่จะนำไปสู่ความหมายของการจัดการธุรกิจขนาดย่อมต่อไป โดยแสดงให้เห็นถึงกระบวนการหรือหน้าที่ในการจัดการดังต่อไปนี้
การจัดการ หมายถึง การจัดทรัพยากรการบริหารมาใช้ในการดำเนินการ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อันประกอบด้วยกระบวนการวางแผน การควบคุม การอำนวยการและประสานการทำงานของฝ่ายต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น เพื่อให้ธุรกิจบรรลุผลสำเร็จตามแผนงานและโครงการที่วางไว้ การจัดการธุรกิจขนาดย่อม หมายถึง กระบวนการวางแผนการจัดองค์การ การบริหารงานด้านต่าง ๆ ของธุรกิจขนาดย่อมที่ดำเนินการ อันประกอบไปด้วยขั้นตอนแรกในการนำวัตถุดิบเข้ามา ผ่านขบวนการผลิตหรือขั้นตอนการบริการต่าง ๆ ออกมาเป็นสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นที่ถูกใจและประทับใจลูกค้า
องค์ประกอบของการจัดการธุรกิจขนาดย่อม
จากความหมายของการจัดการธุรกิจขนาดย่อมที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า การจัดการธุรกิจขนาดย่อมมีองค์ประกอบที่สำคัญดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. วัตถุประสงค์และเป้าหมาย ธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อมไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าหรือบริการจะต้องมีการตั้งวัตถุประสงค์ และเป้าหมายในการดำเนินกิจการไว้เสมอ อาจจะเป็นกำไร ความประทับใจของลูกค้า เป็นต้น
2. ทรัพยากรในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่คน เครื่องจักร เงินทุน และวัตถุดิบ
3. กระบวนการจัดการธุรกิจขนาดย่อม ประกอบด้วย การวางแผน การจัดองค์การ การบริหารงานบุคคล การอำนวยการ และการควบคุมงาน
ความสำคัญของการจัดองค์การธุรกิจขนาดย่อม
ผู้บริหารหรือผู้จัดการธุรกิจขนาดย่อม จะเป็นผู้วางแผนในการนำทรัพยากรทั้ง 4 หรือที่ เรียกว่า สี่เอ็ม อันประกอบไปด้วย คน เงิน เครื่องจักร และวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการบริหาร 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์การ การบริหารงานบุคคล การอำนวยการและการควบคุมงาน เพื่อให้การดำเนินงานของธุรกิจขนาดย่อมบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ที่กำหนดไว้ สินค้าที่ผลิตออกมาจำหน่ายหรือการบริการต่าง ๆ ก็ตามสิ่งที่สำคัญก็คือต้องเป็นที่ต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับการบริการต้องสร้างความประทับใจให้ลูกค้า และส่งงานตรงตามเวลาที่กำหนด ส่วนธุรกิจที่ผลิตสินค้านั้น ผู้ควบคุมการผลิตจะต้องทราบถึงความต้องการของลูกค้าและพยายามพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ ตามความต้องการของลูกค้า
ประโยชน์ของการจัดการทางธุรกิจขนาดย่อม
1. ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถศึกษาวิเคราะห์ ตรวจสอบ และคาดคะเนเหตุการณ์ต่าง ๆ ในธุรกิจที่กำลังดำเนินการได้
2. ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าหรือบริการในด้านคุณภาพและรูปแบบ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย
3. ช่วยประสานงานการทำงานของฝ่ายต่าง ๆ ในองค์การธุรกิจให้สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้
ทรัพยากรการจัดการธุรกิจขนาดย่อม
การจัดการธุรกิจขนาดย่อมโดยทั่วไป เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ย่อมประกอบไปด้วยทรัพยากรในการจัดการธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งประกอบด้วยทรัพยากร 4 M ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. คน เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจขนาดย่อมเป็นอย่างมาก เพราะการดำเนินงานการบริหารหรือจัดการธุรกิจ หรือควบคุมเครื่องจักรกลในการผลิตต่าง ๆ ต้องอาศัยคนเป็นหลัก งานและการสร้างสรรค์คุณภาพงาน
2. เครื่องจักร เป็นทรัพย์สินถาวรที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการต่าง ๆ แก่ลูกค้า
3. เงินทุน เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ได้ซึ่งทรัพยากรการจัดการอื่น ๆ ช่วยให้ธุรกิจ ดำเนินไปอย่างราบรื่น เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินการจัดธุรกิจขนาดย่อมให้ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย เงินทุนที่นำมาใช้ในรูปของการซื้อเครื่องจักร สร้างอาคาร และซื้อวัตถุดิบ เป็นต้น
4. วัตถุดิบ คือ วัตถุดิบและวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ในกระบวนการผลิต วัตถุดิบควรจะอยู่ใกล้กับสถานประกอบการ เพื่อความประหยัดในการขนส่ง และความมั่นใจในการมีวัตถุดิบป้อนให้โรงงานตลอดปี
จะเห็นว่าการประกอบธุรกิจขนาดย่อมนั้น ผู้จัดการมักจะเป็นเจ้าของธุรกิจเอง เงินทุนที่ใช้หมุนเวียนก็มีน้อย ประกอบกับเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ฉะนั้นเครื่องจักรกลจึงใช้ไม่มากนัก และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ วัตถุดิบที่ป้อนให้แก่โรงงานนั้นจะต้องเป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และจัดหาได้ง่ายในบริเวณที่ประกอบธุรกิจนั้น ๆ ของธุรกิจขนาดย่อม
การประกอบธุรกิจขนาดย่อมจะประกอบไปด้วยทรัพยากรการจัดการทั้ง 4 ประการดังกล่าวแล้ว การดำเนินการธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้มากขึ้น ถ้ามีปัจจัยมาเสริมอีก 4 ประการ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. การตลาด หมายถึง การผลิตสินค้าออกมาได้คุณภาพใกล้เคียงกับบริษัทคู่แข่ง สิ่งที่ต้องคำนึงต่อไปก็คือ การตลาด ฉะนั้นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมต้องศึกษาความต้องการของผู้บริโภคว่ามีความต้องการอย่างไร เช่น ปริมาณต่อราคาสินค้าที่ขาย การพัฒนาสินค้าของบริษัทคู่แข่ง ตลอดจนส่วนลดของการซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก เป็นต้น
2. ระบบการปฏิบัติงาน หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ และวิธีการปฏิบัติงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารและผู้จัดการควรจัดรูปแบบของงานแต่ละตำแหน่งหน้าที่ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน รวมทั้งระบบการทำงานของพนักงาน เพื่อให้พนักงานปฏิบัติตามกฎระเบียบอันจะก่อให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และลดอุบัติเหตุตลอดจนก่อให้เกิดการเพิ่มผลผลิตภายในโรงงานอุตสาหกรรมอีกด้วย
3. การบริหาร เป็นวิธีการจัดการทรัพยากรประเภทต่าง ๆ ได้แก่ คน เครื่องจักร วัตถุดิบ ให้มีการประสานงานและความสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
4. การจูงใจ เป็นเทคนิคของผู้บริหาร หรือฝ่ายการจัดการในระดับต่าง ๆ ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของงานให้มากขึ้น การจูงใจมีอยู่หลายอย่าง เช่น เอาตำแหน่งหน้าที่เป็นการจูงใจ หรือใช้เงินเป็นสิ่งจูงใจ การจูงใจจะได้ผลมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับเทคนิคและประสบการณ์ของผู้บริหาร ถ้าการจูงใจได้ผลแล้วจะทำให้พนักงานเกิดความมุมานะ และความจงรักภักดีต่อองค์การ
กระบวนการจัดการ ธุรกิจขนาดย่อม
กระบวนการ จัดการธุรกิจ หมายถึง การดำเนินการธุรกิจขนาดย่อมตามขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การวางแผนการทำธุรกิจ การจัดองค์การ การบริหารพนักงาน การอำนวยการและควบคุม โดยนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ธุรกิจบรรลุความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้ กระบวนการจัดการทางธุรกิจขนาดย่อม มี 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. การวางแผน หมายถึง การประเมินสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างมีหลักเกณฑ์ และดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การวางแผนที่ดีหลังจากดำเนินการเสร็จแล้วจะต้องมีการวัดผลและประเมินผล เพื่อหาปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ มาแก้ไขต่อไป
2. การจัดองค์การ หมายถึง การประกอบธุรกิจขนาดย่อมนั้น หน่วยงานภายในองค์การหรือบริษัทมีน้อย เพราะเงินทุนในการดำเนินการส่วนใหญ่แล้วจะมีชิ้นส่วนของพนักงานในการผลิตสินค้า ฝ่ายบัญชี และฝ่ายบุคลากร โดยมีเจ้าของผู้ประกอบการเป็นผู้จัดการโดยตรง ซึ่งต่างจากบริษัทหรือโรงงานขนาดใหญ่ ในบางครั้งพนักงานในโรงงานหรือบริษัทขนาดย่อมจะทำงานหลาย ๆ หน้าที่พร้อม ๆ กัน
3. การบริหารพนักงาน หมายถึง เนื่องจากธุรกิจขนาดย่อมมีพนักงานภายในน้อย สายงานภายในก็มีไม่มาก หรือบางครั้งเป็นธุรกิจภายในครอบครัว เพราะฉะนั้นการบริหารบางครั้งก็ไม่ตรงตามหลักวิชาการมากนัก การเข้าออกของพนักงานภายในบริษัทหรือสถานประกอบการก็มีสูง ทำให้ต้องมีการรับพนักงานบ่อยครั้ง
4. การอำนวยการ หมายถึง ส่วนมากแล้วเจ้าของผู้ประกอบการหรือผู้จัดการจะประสานกับพนักงานเอง สั่งการเอง ไม่ได้แยกออกเป็นแผนกหรือสายงาน ถ้าผู้บริหารขาดความเป็นผู้นำ และไม่มีความรู้ทางการบริหารและการจัดการจะทำให้เกิดปัญหาในการบริหาร
5. การควบคุมงาน หมายถึง จากการที่ธุรกิจขนาดย่อม เป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจภายในครอบครัว การควบคุมงาน การดำเนินการไปอย่างหยาบ ๆ การควบคุมส่วนมากจะเป็นการควบคุมโดยใช้สายตาและเปรียบเทียบกับปริมาณงานที่ทำได้ในแต่ละวัน โดยเปรียบเทียบกับพนักงานคนอื่นที่ได้รับมอบงานเหมือน ๆ กัน ไม่ต้องใช้เทคนิคและวิธีการในการตรวจสอบมากนัก

ข้อมูลจาก : ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ ศสอ
http://www.smesmart.is.in.th

คำถาม
1.การจัดการธุรกิจขนาดย่อม หมายถึงอะไร
2.ทรัพยากรการจัดการธุรกิจขนาดย่อม มีอะไรบ้าง
3.ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จธุรกิจขนาดย่อม มีอะไรบ้าง
เขียนโดย นางสาวประภาพรรณ หัวเพชร
48210117

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ภาวะเงินฝืด วิกฤติเลิกจ้างและทางออก

จัดทำโดย นางสาวนรีรัตน์ ปล่องทอง 48210212

ภาวะเงินฝืด วิกฤติเลิกจ้างและทางออก

มีสัญญาณหลายอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการที่เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก จะเผชิญกับภาวะเงินฝืดในปีหน้า แต่น่าจะเป็นสภาวะเงินฝืดอ่อนๆ ขณะที่ระดับราคาสินค้าและบริการหลายชนิดปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศติดลบ
ภาวะเงินฝืดเป็นผลมาจากอุปสงค์ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว การผลิตสินค้าและบริการปรับลดลงตามความต้องการที่ลดลง มีการผลิตสินค้าเกินความต้องการ ความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดโลกคราวนี้ต่างจากความเสี่ยงนี้เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดโลกคราวที่แล้ว เป็นผลจากอุปทานของสินค้าหลายชนิดมีมากล้นเกินอุปสงค์ จนไม่สามารถดูดซับได้ทัน ขณะที่จีนก็ผลิตสินค้าราคาถูกระบายออกมาจำนวนมาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ผลิตได้ถูกลงมาก เป็นความไม่สมดุลอีกแบบหนึ่ง แต่ไม่ใช่ปัญหาวิกฤติอะไร
แต่คราวนี้แตกต่างครับ
เศรษฐกิจชะลอลงมากแต่ไม่ถึงขั้นเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเพียงเศรษฐกิจถดถอยแต่อาจยาวนานหน่อย
ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องปกติในระบบทุนนิยม เศรษฐกิจนั้นมันมีวงจรของมันอยู่ Business Cycle หรือวัฏจักรธุรกิจสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วงระยะเวลา คือ
1. ระยะเศรษฐกิจรุ่งเรือง หรือเฟื่องฟู (Economic Expansion)
2. ระยะเศรษฐกิจถดถอย (Economic Recession)
3. ระยะเศรษฐกิจตกต่ำ (Economic Depression)
4. ระยะเศรษฐกิจฟื้นตัว (Economic Recovery)
ลักษณะของวัฏจักรธุรกิจในแต่ละช่วง
ระยะของวัฏจักรธุรกิจ ราคาสินค้าและบริการ การลงทุน การจ้างงาน รายได้
ระยะเศรษฐกิจรุ่งเรือง สูง สูง สูง สูง
ระยะเศรษฐกิจถดถอย เริ่มลด เริ่มลด เริ่มลด เริ่มลด
ระยะเศรษฐกิจตกต่ำ ต่ำ ต่ำ ต่ำ ต่ำ
ระยะเศรษฐกิจฟื้นตัว เริ่มเพิ่ม เริ่มเพิ่ม เริ่มเพิ่ม เริ่มเพิ่ม
การเกิดวัฏจักรธุรกิจเป็นธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจ มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการบริโภคสินค้าและบริการ มีการเปลี่ยนแปลงในการลงทุน มีการค้นพบสิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีใหม่ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น หรือลดลงของการผลิตและการจ้างงาน
ภาวะเงินฝืด อันหมายถึง ภาวการณ์ที่ระดับราคาสินค้า และบริการทั่วไปตลอดจนต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะค่าจ้างแรงงานลดต่ำลงเรื่อยๆ ในระยะเวลาหนึ่ง และทำให้อำนาจซื้อของเงินทุนเพิ่มสูงขึ้น นั่นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1. เงินฝืดอย่างต่ำ ... เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ราคาสินค้าในตลาดโดยทั่วไปจะลดลงเล็กน้อย
2. เงินฝืดอย่างปานกลาง ... เป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่รุนแรงมากนัก
3. เงินฝืดอย่างรุนแรง ... เป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง เพราะราคาสินค้าโดยทั่วไปจะลดลงอย่างมาก การผลิตหยุดชะงัก คนว่างงานจำนวนมาก กิจการล้มละลาย สินค้าจะขาดแคลน รายได้ของประชาชนจะลดลง
นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอย่างศาสตราจารย์พอล ครุกแมน ได้เขียนหนังสือ "The Return of Depression Economics" ไว้เมื่อหลายปีก่อน กล่าวเตือนและตั้งข้อสังเกตตั้งแต่วิกฤตการณ์ในเอเชียจนถึงละตินอเมริกา ปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่น และบทบาทของเฮดจ์ฟันด์ต่อระบบการเงินโลก เขาเตือนว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินนั้น สามารถส่งผลกระทบลูกโซ่จากภูมิภาคหนึ่งไปยังอีกภูมิภาคหนึ่ง โดยไม่ยาก การแพร่กระจายของภาวะเงินฝืด ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน เขาพูดถึง Demand-side economics เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการจัดการทางด้านอุปสงค์ และตอกย้ำถึงความสำคัญของการกระตุ้นอุปสงค์ ให้เพียงพอในการดูดซับกำลังผลิตส่วนเกินที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยหรือภาวะเงินฝืด การแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ใช่เกมแห่งความเชื่อมั่น ที่จะใช้งบประมาณเกินดุลหรือนโยบายการเงินแบบเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นตามแนวทาง Conventional แนวทางเหล่านั้นล้วนทำให้ละตินอเมริกา หลายประเทศในเอเชียประสบความขมขื่นจากการหดตัวของเศรษฐกิจ และการตกต่ำของราคาสินทรัพย์อย่างรุนแรง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็มิได้กลับมาอย่างที่หวัง
สาเหตุของภาวะเงินฝืดนั้นมีหลายสาเหตุ แต่มักเกิดขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวในระดับต่ำ นอกจากนี้ เงินฝืดอาจจะเกิดจากธนาคารกลางพิมพ์ธนบัตรออกมาหมุนเวียนในตลาดน้อยเกินไป แต่อุปสงค์ของเงินมีมาก ประชาชนนิยมเก็บเงินไว้กับตัวมากเกินไป นโยบายของธนาคารกลางในการเรียกเก็บเงินสำรองตามกฎหมาย จากธนาคารพาณิชย์มากเกินไป นโยบายของธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ขยายเครดิต รัฐบาลควบคุมอุปสงค์ไม่ให้ร้อนแรงเกินไป ผ่านการใช้นโยบายการเงินและการคลังแบบเข้มงวด ด้วยการลดการใช้จ่ายภาครัฐหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรือความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนถดถอย ทำให้ไม่มีการจับจ่ายใช้สอยหรือการลงทุนเกิดขึ้น กดดันให้ราคาสินค้าลดลง
ภาวะเงินฝืดโลก (Global Deflation) เวลานี้เป็นภาวะเงินฝืดที่มีความเชื่อมโยงกับการแตกตัวของฟองสบู่ ของอุตสาหกรรมการลงทุน และการเงินของสหรัฐ ที่มีต้นตอมาจากสินเชื่อซับไพร์ม ซึ่งทุกคนรับรู้ดีอยู่แล้ว
ภาวะเงินฝืดมักมาพร้อมกับวิกฤติเลิกจ้าง และปัญหาการว่างงาน ครับ
ทำไมต้องเลิกจ้าง คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ ต้องการลดต้นทุน เพื่อความอยู่รอดขององค์กร หรือ องค์กรปิดกิจการล้มละลายดำเนินกิจการต่อไม่ได้
เวลาเกิดปัญหาแบบนี้ ลูกจ้างแรงงานผู้อ่อนแอกว่าย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ และกระทบหนักที่สุด
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องมีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทำไมต้องมีนโยบายของรัฐมาช่วยดูแล
ในเบื้องต้น รัฐจะต้องดำเนินมาตรการทุกด้าน ทั้งมาตรการการคลัง มาตรการการเงิน มาตรการแข่งขันการค้าและการลงทุน ให้เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อรักษาตำแหน่งงานเอาไว้ จีดีพีหล่นลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ หมายถึง ตำแหน่งงานหายไปสี่แสนตำแหน่ง ครับ
ส่วนมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในและตำแหน่งงานในประเทศต้องทำอย่างมีชั้นเชิง และศิลปะไม่ให้ประเทศเขาฟ้องว่า เราละเมิดหลักการค้าเสรี
ส่วนมาตรการทางด้านแรงงานโดยตรง ขอยกไปเขียนในคราวหน้า ครับ


ที่มา : http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q4/2008december05p1.htm

คำถาม

1. ภาวะเงินฝืดมีสาเหตุมาจากอะไร?
2. ภาวะเงินฝืดแบ่งออกเป็นกี่ลักษณะ? อะไรบ้าง?
3. Business Cycle แบ่งออกเป็นกี่ช่วงระยะเวลา? อะไรบ้าง?

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติ

จัดทำโดย นางสาวกมลพรรณ ฤทธิเลิศ 48210193

การบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติ

วิกฤตการณ์ในปัจจุบันสร้างความเครียดให้กับประชาชนคนไทยกันพอสมควรนะครับ นี่ยังไม่นับวิกฤติทางเศรษฐกิจและการเงินของโลกอีก ผลกระทบทั้งจากวิกฤติทางการเมืองและทางการเงิน ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ประชาชนทั่วไป ต่างได้รับผลจากวิกฤติที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น ถ้ามองในเชิงวิชาการวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ทำให้บรรดานักวิชาการและผู้บริหารองค์กรต่างๆ หันมาให้ความสนใจกับแนวคิดทางด้านการจัดการอีกประการหนึ่ง ที่เราไม่ค่อยได้พูดถึงกันเท่าไรนะครับ นั่นคือ เรื่องของ การบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติ หรือ Crisis Management
ช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา องค์กรในเมืองไทยทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ต่างหันมาให้ความสนใจและความสำคัญกับเรื่องของการบริหารความเสี่ยง หรือ Risk Management แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะมองว่าการบริหารความเสี่ยงเป็นการจัดการ และป้องกันถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น แต่เรื่องของ Crisis Management นั้น จะเป็นเรื่องของการบริหารเมื่อเกิดวิกฤติแล้ว โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะลดผลกระทบหรือระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น
สำหรับสถานการณ์บ้านเมืองไทยในปัจจุบันการบริหารความเสี่ยงดูเหมือนจะไม่พอแล้วนะครับ องค์กรต่างๆ คงต้องหันมาใช้เรื่องของการบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติมากกว่าครับ เชื่อว่าหลังจากนี้องค์กรหลายๆ แห่งอาจจะเริ่มคิดถึงแผนการบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติ หรือ Crisis Management Plan กันมากขึ้น หรือถึงแม้จะไม่ได้มีการจัดทำแผนบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติอย่างเป็นรูปธรรม แต่เชื่อว่าผู้บริหารคงจะเริ่มคำนึงถึงแนวทางในการบริหารเมื่อเกิดวิกฤติกันมากขึ้น แต่สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันเชื่อว่าแผนบริหารภายใต้ภาวะวิกฤตินั้นคงจะไม่จำเป็นแล้วหรอกครับ องค์กรต่างๆ คงจะต้องหันมาบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติกันแบบสดๆ ไม่ต้องมีแผนกันแล้วครับ
เรามาลองดูกันนะครับว่า เมื่อเกิดภาวะวิกฤติเกิดขึ้นแล้ว ผู้บริหารองค์กรต่างๆ ควรจะมีแนวทางในการบริหารจัดการอย่างไร (ไม่ทราบว่าจะช้าเกินไปหรือเปล่านะครับ) เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมาสิ่งแรกที่องค์กรต้องประเมินผลกระทบของวิกฤติต่อบรรดาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย หรือ Stakeholders ครับ เนื่องจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อ Stakeholder ในกลุ่มต่างๆ และองค์กรควรจะประเมินว่า Stakeholder กลุ่มไหนที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมากที่สุด โดยไม่จำเป็นว่า Stakeholder หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกกลุ่มจะได้รับผลกระทบเท่ากัน แต่องค์กรจะต้องหาให้ได้ครับว่ากลุ่มไหน คือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญขององค์กร
เมื่อหากลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรที่สำคัญได้แล้ว แนวทางต่อไปในการบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติก็หนีไม่พ้นเรื่องของการสื่อสารครับ โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญข้างต้นนั้น ควรจะได้รับทราบและรับรู้ถึงปัญหา วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรจากผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยตรง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญ ไม่ควรจะได้รับทราบหรือรับรู้ถึงปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นจากบุคคลอื่น ซึ่งอาจจะทำให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ บิดเบือนไปได้
การบริหารภายใต้ภาวะวิกฤตินั้น มีองค์ประกอบหลักๆ อยู่สามเรื่องครับ เรื่องแรก คือ ในระดับปฏิบัติการหรือระดับดำเนินงานที่ต้องพยายามทุกวิถีทาง ที่จะทำให้การดำเนินงานขององค์กรสามารถดำเนินการไปได้อย่างปกติเรียบร้อย เรื่องที่สอง คือ ระดับการบริหารที่จะต้องมีการตัดสินใจที่สำคัญและการจัดสรรทรัพยากรไป เพื่อแก้ไขปัญหาหรือวิกฤติที่เกิดขึ้น และ เรื่องที่สาม คือ เรื่องของการสื่อสาร ที่จะต้องมีการสื่อสารให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญ
ภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นกับองค์กรต่างๆ ของเมืองไทยในเวลานี้ เชื่อว่าในองค์ประกอบที่หนึ่งนั้นได้มีความพยายามในการดำเนินการไปแล้วพอสมควร โดยทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะควบคุม หรือลดระดับของความรุนแรงของความเสียหายให้อยู่ในระดับที่น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่ในระดับบริหารนั้นก็ยังมีคำถามอยู่เหมือนกันนะครับว่า บรรดาผู้บริหารต่างๆ ไม่ว่าในระดับประเทศหรือระดับองค์กร ได้ทำการตัดสินใจที่สำคัญและจัดสรรทรัพยากรไปเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติหรือยัง และที่สำคัญสุดและยังไม่เห็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนเท่าใด คือ เรื่องของการสื่อสารครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ต่างๆ ให้กลับคืนมาอีกครั้งถือเป็นเรื่องสำคัญมากทั้งในระดับประเทศและระดับองค์กร อยากจะฝากผู้รับผิดชอบในระดับต่างๆ ให้คำนึงถึงเรื่องของการสื่อสารในภาวะวิกฤตินะครับ เมื่อวิกฤตการณ์ต่างๆ ผ่านพ้นไป คงจะถึงเวลาที่ทุกคนและทุกระดับต้องหันมาฟื้นฟูประเทศและองค์กรจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และ หนึ่งในนั้นที่คงต้องเร่งทำ คือ เรื่องของการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์นะครับ สังเกตได้จากกรณีของวิกฤตการณ์ต่างๆ ในทางธุรกิจไม่ว่าจะเป็นกรณีของ Tylenol หรือ Mattel หรือ Ford หรือ Exxon ที่เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมาแล้ว ผู้บริหารสูงสุดเหล่านั้นต่างใช้กลยุทธ์ในเรื่องของการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์อย่างหนัก เพื่อกู้ภาพลักษณ์ของบริษัทขึ้นมา


ที่มา : http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q4/2008december02p3.htm

คำถาม
1. Crisis Management คืออะไร?
2. การบริหารภายใต้ภาวะวิกฤตินั้น มีองค์ประกอบอะไรบ้าง?
3. ทำไมกิจการส่วนใหญ่ถึงให้ความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยง?