วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การบริหาร การจัดการ บริหารธุรกิจ ขนาดย่อม SMEs..

จากการที่ธุรกิจขนาดย่อม เป็นธุรกิจขนาดเล็กมีการลงทุนในการดำเนินงานไม่สูง ทางการดำเนินธุรกิจส่วนมากแล้วอยู่ในรูปของการดำเนินการภายในครอบครัว โดยมีหัวหน้าครอบครัวทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเอง และมีหน้าที่ในการตัดสินใจในการบริหารคน เงิน เครื่องจักร และวัสดุ โดยใช้หลักการบริหาร ฉะนั้น ผู้ดำเนินการจัดการหรือบริหารธุรกิจขนาดย่อมควรที่จะต้องศึกษาหลักการบริหารและจัดการเบื้องต้น เพื่อทำการบริหารธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จดังที่จะได้ศึกษาต่อไปนี้
คำว่า “การจัดการ” โดยทั่วไปหมายถึง ลักษณะของการปฏิบัติงาน แต่คำว่า “การบริหาร” โดยทั่วไปใช้ในการกำหนดเป้าหมายให้พนักงานปฏิบัติตามรวมถึงการบริหารราชการและการบริหารธุรกิจ อย่างไรก็ตามคำทั้งสองได้ถูกนำมาใช้แทนกันอยู่เสมอ โดยที่การบริหารจะเน้นในเรื่องการบริหารหรือการจัดการที่เกี่ยวกับนโยบายชั้นสูง หรือส่วนราชการ การจัดการ จะเน้นในเรื่องการจัดหรือดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดไว้ หรือใช้กับกิจกรรมที่ประกอบธุรกิจ
ต่อไปนี้จะให้คำนิยาม “การจัดการ” ในเชิงธุรกิจเพื่อที่จะนำไปสู่ความหมายของการจัดการธุรกิจขนาดย่อมต่อไป โดยแสดงให้เห็นถึงกระบวนการหรือหน้าที่ในการจัดการดังต่อไปนี้
การจัดการ หมายถึง การจัดทรัพยากรการบริหารมาใช้ในการดำเนินการ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อันประกอบด้วยกระบวนการวางแผน การควบคุม การอำนวยการและประสานการทำงานของฝ่ายต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น เพื่อให้ธุรกิจบรรลุผลสำเร็จตามแผนงานและโครงการที่วางไว้ การจัดการธุรกิจขนาดย่อม หมายถึง กระบวนการวางแผนการจัดองค์การ การบริหารงานด้านต่าง ๆ ของธุรกิจขนาดย่อมที่ดำเนินการ อันประกอบไปด้วยขั้นตอนแรกในการนำวัตถุดิบเข้ามา ผ่านขบวนการผลิตหรือขั้นตอนการบริการต่าง ๆ ออกมาเป็นสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นที่ถูกใจและประทับใจลูกค้า
องค์ประกอบของการจัดการธุรกิจขนาดย่อม
จากความหมายของการจัดการธุรกิจขนาดย่อมที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า การจัดการธุรกิจขนาดย่อมมีองค์ประกอบที่สำคัญดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. วัตถุประสงค์และเป้าหมาย ธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อมไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าหรือบริการจะต้องมีการตั้งวัตถุประสงค์ และเป้าหมายในการดำเนินกิจการไว้เสมอ อาจจะเป็นกำไร ความประทับใจของลูกค้า เป็นต้น
2. ทรัพยากรในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่คน เครื่องจักร เงินทุน และวัตถุดิบ
3. กระบวนการจัดการธุรกิจขนาดย่อม ประกอบด้วย การวางแผน การจัดองค์การ การบริหารงานบุคคล การอำนวยการ และการควบคุมงาน
ความสำคัญของการจัดองค์การธุรกิจขนาดย่อม
ผู้บริหารหรือผู้จัดการธุรกิจขนาดย่อม จะเป็นผู้วางแผนในการนำทรัพยากรทั้ง 4 หรือที่ เรียกว่า สี่เอ็ม อันประกอบไปด้วย คน เงิน เครื่องจักร และวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการบริหาร 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์การ การบริหารงานบุคคล การอำนวยการและการควบคุมงาน เพื่อให้การดำเนินงานของธุรกิจขนาดย่อมบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ที่กำหนดไว้ สินค้าที่ผลิตออกมาจำหน่ายหรือการบริการต่าง ๆ ก็ตามสิ่งที่สำคัญก็คือต้องเป็นที่ต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับการบริการต้องสร้างความประทับใจให้ลูกค้า และส่งงานตรงตามเวลาที่กำหนด ส่วนธุรกิจที่ผลิตสินค้านั้น ผู้ควบคุมการผลิตจะต้องทราบถึงความต้องการของลูกค้าและพยายามพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ ตามความต้องการของลูกค้า
ประโยชน์ของการจัดการทางธุรกิจขนาดย่อม
1. ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถศึกษาวิเคราะห์ ตรวจสอบ และคาดคะเนเหตุการณ์ต่าง ๆ ในธุรกิจที่กำลังดำเนินการได้
2. ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าหรือบริการในด้านคุณภาพและรูปแบบ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย
3. ช่วยประสานงานการทำงานของฝ่ายต่าง ๆ ในองค์การธุรกิจให้สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้
ทรัพยากรการจัดการธุรกิจขนาดย่อม
การจัดการธุรกิจขนาดย่อมโดยทั่วไป เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ย่อมประกอบไปด้วยทรัพยากรในการจัดการธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งประกอบด้วยทรัพยากร 4 M ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. คน เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจขนาดย่อมเป็นอย่างมาก เพราะการดำเนินงานการบริหารหรือจัดการธุรกิจ หรือควบคุมเครื่องจักรกลในการผลิตต่าง ๆ ต้องอาศัยคนเป็นหลัก งานและการสร้างสรรค์คุณภาพงาน
2. เครื่องจักร เป็นทรัพย์สินถาวรที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการต่าง ๆ แก่ลูกค้า
3. เงินทุน เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ได้ซึ่งทรัพยากรการจัดการอื่น ๆ ช่วยให้ธุรกิจ ดำเนินไปอย่างราบรื่น เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินการจัดธุรกิจขนาดย่อมให้ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย เงินทุนที่นำมาใช้ในรูปของการซื้อเครื่องจักร สร้างอาคาร และซื้อวัตถุดิบ เป็นต้น
4. วัตถุดิบ คือ วัตถุดิบและวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ในกระบวนการผลิต วัตถุดิบควรจะอยู่ใกล้กับสถานประกอบการ เพื่อความประหยัดในการขนส่ง และความมั่นใจในการมีวัตถุดิบป้อนให้โรงงานตลอดปี
จะเห็นว่าการประกอบธุรกิจขนาดย่อมนั้น ผู้จัดการมักจะเป็นเจ้าของธุรกิจเอง เงินทุนที่ใช้หมุนเวียนก็มีน้อย ประกอบกับเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ฉะนั้นเครื่องจักรกลจึงใช้ไม่มากนัก และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ วัตถุดิบที่ป้อนให้แก่โรงงานนั้นจะต้องเป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และจัดหาได้ง่ายในบริเวณที่ประกอบธุรกิจนั้น ๆ ของธุรกิจขนาดย่อม
การประกอบธุรกิจขนาดย่อมจะประกอบไปด้วยทรัพยากรการจัดการทั้ง 4 ประการดังกล่าวแล้ว การดำเนินการธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้มากขึ้น ถ้ามีปัจจัยมาเสริมอีก 4 ประการ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. การตลาด หมายถึง การผลิตสินค้าออกมาได้คุณภาพใกล้เคียงกับบริษัทคู่แข่ง สิ่งที่ต้องคำนึงต่อไปก็คือ การตลาด ฉะนั้นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมต้องศึกษาความต้องการของผู้บริโภคว่ามีความต้องการอย่างไร เช่น ปริมาณต่อราคาสินค้าที่ขาย การพัฒนาสินค้าของบริษัทคู่แข่ง ตลอดจนส่วนลดของการซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก เป็นต้น
2. ระบบการปฏิบัติงาน หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ และวิธีการปฏิบัติงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารและผู้จัดการควรจัดรูปแบบของงานแต่ละตำแหน่งหน้าที่ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน รวมทั้งระบบการทำงานของพนักงาน เพื่อให้พนักงานปฏิบัติตามกฎระเบียบอันจะก่อให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และลดอุบัติเหตุตลอดจนก่อให้เกิดการเพิ่มผลผลิตภายในโรงงานอุตสาหกรรมอีกด้วย
3. การบริหาร เป็นวิธีการจัดการทรัพยากรประเภทต่าง ๆ ได้แก่ คน เครื่องจักร วัตถุดิบ ให้มีการประสานงานและความสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
4. การจูงใจ เป็นเทคนิคของผู้บริหาร หรือฝ่ายการจัดการในระดับต่าง ๆ ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของงานให้มากขึ้น การจูงใจมีอยู่หลายอย่าง เช่น เอาตำแหน่งหน้าที่เป็นการจูงใจ หรือใช้เงินเป็นสิ่งจูงใจ การจูงใจจะได้ผลมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับเทคนิคและประสบการณ์ของผู้บริหาร ถ้าการจูงใจได้ผลแล้วจะทำให้พนักงานเกิดความมุมานะ และความจงรักภักดีต่อองค์การ
กระบวนการจัดการ ธุรกิจขนาดย่อม
กระบวนการ จัดการธุรกิจ หมายถึง การดำเนินการธุรกิจขนาดย่อมตามขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การวางแผนการทำธุรกิจ การจัดองค์การ การบริหารพนักงาน การอำนวยการและควบคุม โดยนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ธุรกิจบรรลุความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้ กระบวนการจัดการทางธุรกิจขนาดย่อม มี 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. การวางแผน หมายถึง การประเมินสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างมีหลักเกณฑ์ และดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การวางแผนที่ดีหลังจากดำเนินการเสร็จแล้วจะต้องมีการวัดผลและประเมินผล เพื่อหาปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ มาแก้ไขต่อไป
2. การจัดองค์การ หมายถึง การประกอบธุรกิจขนาดย่อมนั้น หน่วยงานภายในองค์การหรือบริษัทมีน้อย เพราะเงินทุนในการดำเนินการส่วนใหญ่แล้วจะมีชิ้นส่วนของพนักงานในการผลิตสินค้า ฝ่ายบัญชี และฝ่ายบุคลากร โดยมีเจ้าของผู้ประกอบการเป็นผู้จัดการโดยตรง ซึ่งต่างจากบริษัทหรือโรงงานขนาดใหญ่ ในบางครั้งพนักงานในโรงงานหรือบริษัทขนาดย่อมจะทำงานหลาย ๆ หน้าที่พร้อม ๆ กัน
3. การบริหารพนักงาน หมายถึง เนื่องจากธุรกิจขนาดย่อมมีพนักงานภายในน้อย สายงานภายในก็มีไม่มาก หรือบางครั้งเป็นธุรกิจภายในครอบครัว เพราะฉะนั้นการบริหารบางครั้งก็ไม่ตรงตามหลักวิชาการมากนัก การเข้าออกของพนักงานภายในบริษัทหรือสถานประกอบการก็มีสูง ทำให้ต้องมีการรับพนักงานบ่อยครั้ง
4. การอำนวยการ หมายถึง ส่วนมากแล้วเจ้าของผู้ประกอบการหรือผู้จัดการจะประสานกับพนักงานเอง สั่งการเอง ไม่ได้แยกออกเป็นแผนกหรือสายงาน ถ้าผู้บริหารขาดความเป็นผู้นำ และไม่มีความรู้ทางการบริหารและการจัดการจะทำให้เกิดปัญหาในการบริหาร
5. การควบคุมงาน หมายถึง จากการที่ธุรกิจขนาดย่อม เป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจภายในครอบครัว การควบคุมงาน การดำเนินการไปอย่างหยาบ ๆ การควบคุมส่วนมากจะเป็นการควบคุมโดยใช้สายตาและเปรียบเทียบกับปริมาณงานที่ทำได้ในแต่ละวัน โดยเปรียบเทียบกับพนักงานคนอื่นที่ได้รับมอบงานเหมือน ๆ กัน ไม่ต้องใช้เทคนิคและวิธีการในการตรวจสอบมากนัก

ข้อมูลจาก : ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ ศสอ
http://www.smesmart.is.in.th

คำถาม
1.การจัดการธุรกิจขนาดย่อม หมายถึงอะไร
2.ทรัพยากรการจัดการธุรกิจขนาดย่อม มีอะไรบ้าง
3.ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จธุรกิจขนาดย่อม มีอะไรบ้าง
เขียนโดย นางสาวประภาพรรณ หัวเพชร
48210117

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ภาวะเงินฝืด วิกฤติเลิกจ้างและทางออก

จัดทำโดย นางสาวนรีรัตน์ ปล่องทอง 48210212

ภาวะเงินฝืด วิกฤติเลิกจ้างและทางออก

มีสัญญาณหลายอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการที่เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก จะเผชิญกับภาวะเงินฝืดในปีหน้า แต่น่าจะเป็นสภาวะเงินฝืดอ่อนๆ ขณะที่ระดับราคาสินค้าและบริการหลายชนิดปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศติดลบ
ภาวะเงินฝืดเป็นผลมาจากอุปสงค์ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว การผลิตสินค้าและบริการปรับลดลงตามความต้องการที่ลดลง มีการผลิตสินค้าเกินความต้องการ ความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดโลกคราวนี้ต่างจากความเสี่ยงนี้เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดโลกคราวที่แล้ว เป็นผลจากอุปทานของสินค้าหลายชนิดมีมากล้นเกินอุปสงค์ จนไม่สามารถดูดซับได้ทัน ขณะที่จีนก็ผลิตสินค้าราคาถูกระบายออกมาจำนวนมาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ผลิตได้ถูกลงมาก เป็นความไม่สมดุลอีกแบบหนึ่ง แต่ไม่ใช่ปัญหาวิกฤติอะไร
แต่คราวนี้แตกต่างครับ
เศรษฐกิจชะลอลงมากแต่ไม่ถึงขั้นเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเพียงเศรษฐกิจถดถอยแต่อาจยาวนานหน่อย
ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องปกติในระบบทุนนิยม เศรษฐกิจนั้นมันมีวงจรของมันอยู่ Business Cycle หรือวัฏจักรธุรกิจสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วงระยะเวลา คือ
1. ระยะเศรษฐกิจรุ่งเรือง หรือเฟื่องฟู (Economic Expansion)
2. ระยะเศรษฐกิจถดถอย (Economic Recession)
3. ระยะเศรษฐกิจตกต่ำ (Economic Depression)
4. ระยะเศรษฐกิจฟื้นตัว (Economic Recovery)
ลักษณะของวัฏจักรธุรกิจในแต่ละช่วง
ระยะของวัฏจักรธุรกิจ ราคาสินค้าและบริการ การลงทุน การจ้างงาน รายได้
ระยะเศรษฐกิจรุ่งเรือง สูง สูง สูง สูง
ระยะเศรษฐกิจถดถอย เริ่มลด เริ่มลด เริ่มลด เริ่มลด
ระยะเศรษฐกิจตกต่ำ ต่ำ ต่ำ ต่ำ ต่ำ
ระยะเศรษฐกิจฟื้นตัว เริ่มเพิ่ม เริ่มเพิ่ม เริ่มเพิ่ม เริ่มเพิ่ม
การเกิดวัฏจักรธุรกิจเป็นธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจ มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการบริโภคสินค้าและบริการ มีการเปลี่ยนแปลงในการลงทุน มีการค้นพบสิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีใหม่ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น หรือลดลงของการผลิตและการจ้างงาน
ภาวะเงินฝืด อันหมายถึง ภาวการณ์ที่ระดับราคาสินค้า และบริการทั่วไปตลอดจนต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะค่าจ้างแรงงานลดต่ำลงเรื่อยๆ ในระยะเวลาหนึ่ง และทำให้อำนาจซื้อของเงินทุนเพิ่มสูงขึ้น นั่นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1. เงินฝืดอย่างต่ำ ... เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ราคาสินค้าในตลาดโดยทั่วไปจะลดลงเล็กน้อย
2. เงินฝืดอย่างปานกลาง ... เป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่รุนแรงมากนัก
3. เงินฝืดอย่างรุนแรง ... เป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง เพราะราคาสินค้าโดยทั่วไปจะลดลงอย่างมาก การผลิตหยุดชะงัก คนว่างงานจำนวนมาก กิจการล้มละลาย สินค้าจะขาดแคลน รายได้ของประชาชนจะลดลง
นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอย่างศาสตราจารย์พอล ครุกแมน ได้เขียนหนังสือ "The Return of Depression Economics" ไว้เมื่อหลายปีก่อน กล่าวเตือนและตั้งข้อสังเกตตั้งแต่วิกฤตการณ์ในเอเชียจนถึงละตินอเมริกา ปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่น และบทบาทของเฮดจ์ฟันด์ต่อระบบการเงินโลก เขาเตือนว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินนั้น สามารถส่งผลกระทบลูกโซ่จากภูมิภาคหนึ่งไปยังอีกภูมิภาคหนึ่ง โดยไม่ยาก การแพร่กระจายของภาวะเงินฝืด ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน เขาพูดถึง Demand-side economics เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการจัดการทางด้านอุปสงค์ และตอกย้ำถึงความสำคัญของการกระตุ้นอุปสงค์ ให้เพียงพอในการดูดซับกำลังผลิตส่วนเกินที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยหรือภาวะเงินฝืด การแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ใช่เกมแห่งความเชื่อมั่น ที่จะใช้งบประมาณเกินดุลหรือนโยบายการเงินแบบเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นตามแนวทาง Conventional แนวทางเหล่านั้นล้วนทำให้ละตินอเมริกา หลายประเทศในเอเชียประสบความขมขื่นจากการหดตัวของเศรษฐกิจ และการตกต่ำของราคาสินทรัพย์อย่างรุนแรง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็มิได้กลับมาอย่างที่หวัง
สาเหตุของภาวะเงินฝืดนั้นมีหลายสาเหตุ แต่มักเกิดขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวในระดับต่ำ นอกจากนี้ เงินฝืดอาจจะเกิดจากธนาคารกลางพิมพ์ธนบัตรออกมาหมุนเวียนในตลาดน้อยเกินไป แต่อุปสงค์ของเงินมีมาก ประชาชนนิยมเก็บเงินไว้กับตัวมากเกินไป นโยบายของธนาคารกลางในการเรียกเก็บเงินสำรองตามกฎหมาย จากธนาคารพาณิชย์มากเกินไป นโยบายของธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ขยายเครดิต รัฐบาลควบคุมอุปสงค์ไม่ให้ร้อนแรงเกินไป ผ่านการใช้นโยบายการเงินและการคลังแบบเข้มงวด ด้วยการลดการใช้จ่ายภาครัฐหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรือความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนถดถอย ทำให้ไม่มีการจับจ่ายใช้สอยหรือการลงทุนเกิดขึ้น กดดันให้ราคาสินค้าลดลง
ภาวะเงินฝืดโลก (Global Deflation) เวลานี้เป็นภาวะเงินฝืดที่มีความเชื่อมโยงกับการแตกตัวของฟองสบู่ ของอุตสาหกรรมการลงทุน และการเงินของสหรัฐ ที่มีต้นตอมาจากสินเชื่อซับไพร์ม ซึ่งทุกคนรับรู้ดีอยู่แล้ว
ภาวะเงินฝืดมักมาพร้อมกับวิกฤติเลิกจ้าง และปัญหาการว่างงาน ครับ
ทำไมต้องเลิกจ้าง คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ ต้องการลดต้นทุน เพื่อความอยู่รอดขององค์กร หรือ องค์กรปิดกิจการล้มละลายดำเนินกิจการต่อไม่ได้
เวลาเกิดปัญหาแบบนี้ ลูกจ้างแรงงานผู้อ่อนแอกว่าย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ และกระทบหนักที่สุด
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องมีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทำไมต้องมีนโยบายของรัฐมาช่วยดูแล
ในเบื้องต้น รัฐจะต้องดำเนินมาตรการทุกด้าน ทั้งมาตรการการคลัง มาตรการการเงิน มาตรการแข่งขันการค้าและการลงทุน ให้เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อรักษาตำแหน่งงานเอาไว้ จีดีพีหล่นลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ หมายถึง ตำแหน่งงานหายไปสี่แสนตำแหน่ง ครับ
ส่วนมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในและตำแหน่งงานในประเทศต้องทำอย่างมีชั้นเชิง และศิลปะไม่ให้ประเทศเขาฟ้องว่า เราละเมิดหลักการค้าเสรี
ส่วนมาตรการทางด้านแรงงานโดยตรง ขอยกไปเขียนในคราวหน้า ครับ


ที่มา : http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q4/2008december05p1.htm

คำถาม

1. ภาวะเงินฝืดมีสาเหตุมาจากอะไร?
2. ภาวะเงินฝืดแบ่งออกเป็นกี่ลักษณะ? อะไรบ้าง?
3. Business Cycle แบ่งออกเป็นกี่ช่วงระยะเวลา? อะไรบ้าง?

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติ

จัดทำโดย นางสาวกมลพรรณ ฤทธิเลิศ 48210193

การบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติ

วิกฤตการณ์ในปัจจุบันสร้างความเครียดให้กับประชาชนคนไทยกันพอสมควรนะครับ นี่ยังไม่นับวิกฤติทางเศรษฐกิจและการเงินของโลกอีก ผลกระทบทั้งจากวิกฤติทางการเมืองและทางการเงิน ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ประชาชนทั่วไป ต่างได้รับผลจากวิกฤติที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น ถ้ามองในเชิงวิชาการวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ทำให้บรรดานักวิชาการและผู้บริหารองค์กรต่างๆ หันมาให้ความสนใจกับแนวคิดทางด้านการจัดการอีกประการหนึ่ง ที่เราไม่ค่อยได้พูดถึงกันเท่าไรนะครับ นั่นคือ เรื่องของ การบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติ หรือ Crisis Management
ช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา องค์กรในเมืองไทยทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ต่างหันมาให้ความสนใจและความสำคัญกับเรื่องของการบริหารความเสี่ยง หรือ Risk Management แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะมองว่าการบริหารความเสี่ยงเป็นการจัดการ และป้องกันถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น แต่เรื่องของ Crisis Management นั้น จะเป็นเรื่องของการบริหารเมื่อเกิดวิกฤติแล้ว โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะลดผลกระทบหรือระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น
สำหรับสถานการณ์บ้านเมืองไทยในปัจจุบันการบริหารความเสี่ยงดูเหมือนจะไม่พอแล้วนะครับ องค์กรต่างๆ คงต้องหันมาใช้เรื่องของการบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติมากกว่าครับ เชื่อว่าหลังจากนี้องค์กรหลายๆ แห่งอาจจะเริ่มคิดถึงแผนการบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติ หรือ Crisis Management Plan กันมากขึ้น หรือถึงแม้จะไม่ได้มีการจัดทำแผนบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติอย่างเป็นรูปธรรม แต่เชื่อว่าผู้บริหารคงจะเริ่มคำนึงถึงแนวทางในการบริหารเมื่อเกิดวิกฤติกันมากขึ้น แต่สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันเชื่อว่าแผนบริหารภายใต้ภาวะวิกฤตินั้นคงจะไม่จำเป็นแล้วหรอกครับ องค์กรต่างๆ คงจะต้องหันมาบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติกันแบบสดๆ ไม่ต้องมีแผนกันแล้วครับ
เรามาลองดูกันนะครับว่า เมื่อเกิดภาวะวิกฤติเกิดขึ้นแล้ว ผู้บริหารองค์กรต่างๆ ควรจะมีแนวทางในการบริหารจัดการอย่างไร (ไม่ทราบว่าจะช้าเกินไปหรือเปล่านะครับ) เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมาสิ่งแรกที่องค์กรต้องประเมินผลกระทบของวิกฤติต่อบรรดาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย หรือ Stakeholders ครับ เนื่องจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อ Stakeholder ในกลุ่มต่างๆ และองค์กรควรจะประเมินว่า Stakeholder กลุ่มไหนที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมากที่สุด โดยไม่จำเป็นว่า Stakeholder หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกกลุ่มจะได้รับผลกระทบเท่ากัน แต่องค์กรจะต้องหาให้ได้ครับว่ากลุ่มไหน คือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญขององค์กร
เมื่อหากลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรที่สำคัญได้แล้ว แนวทางต่อไปในการบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติก็หนีไม่พ้นเรื่องของการสื่อสารครับ โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญข้างต้นนั้น ควรจะได้รับทราบและรับรู้ถึงปัญหา วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรจากผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยตรง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญ ไม่ควรจะได้รับทราบหรือรับรู้ถึงปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นจากบุคคลอื่น ซึ่งอาจจะทำให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ บิดเบือนไปได้
การบริหารภายใต้ภาวะวิกฤตินั้น มีองค์ประกอบหลักๆ อยู่สามเรื่องครับ เรื่องแรก คือ ในระดับปฏิบัติการหรือระดับดำเนินงานที่ต้องพยายามทุกวิถีทาง ที่จะทำให้การดำเนินงานขององค์กรสามารถดำเนินการไปได้อย่างปกติเรียบร้อย เรื่องที่สอง คือ ระดับการบริหารที่จะต้องมีการตัดสินใจที่สำคัญและการจัดสรรทรัพยากรไป เพื่อแก้ไขปัญหาหรือวิกฤติที่เกิดขึ้น และ เรื่องที่สาม คือ เรื่องของการสื่อสาร ที่จะต้องมีการสื่อสารให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญ
ภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นกับองค์กรต่างๆ ของเมืองไทยในเวลานี้ เชื่อว่าในองค์ประกอบที่หนึ่งนั้นได้มีความพยายามในการดำเนินการไปแล้วพอสมควร โดยทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะควบคุม หรือลดระดับของความรุนแรงของความเสียหายให้อยู่ในระดับที่น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่ในระดับบริหารนั้นก็ยังมีคำถามอยู่เหมือนกันนะครับว่า บรรดาผู้บริหารต่างๆ ไม่ว่าในระดับประเทศหรือระดับองค์กร ได้ทำการตัดสินใจที่สำคัญและจัดสรรทรัพยากรไปเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติหรือยัง และที่สำคัญสุดและยังไม่เห็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนเท่าใด คือ เรื่องของการสื่อสารครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ต่างๆ ให้กลับคืนมาอีกครั้งถือเป็นเรื่องสำคัญมากทั้งในระดับประเทศและระดับองค์กร อยากจะฝากผู้รับผิดชอบในระดับต่างๆ ให้คำนึงถึงเรื่องของการสื่อสารในภาวะวิกฤตินะครับ เมื่อวิกฤตการณ์ต่างๆ ผ่านพ้นไป คงจะถึงเวลาที่ทุกคนและทุกระดับต้องหันมาฟื้นฟูประเทศและองค์กรจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และ หนึ่งในนั้นที่คงต้องเร่งทำ คือ เรื่องของการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์นะครับ สังเกตได้จากกรณีของวิกฤตการณ์ต่างๆ ในทางธุรกิจไม่ว่าจะเป็นกรณีของ Tylenol หรือ Mattel หรือ Ford หรือ Exxon ที่เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมาแล้ว ผู้บริหารสูงสุดเหล่านั้นต่างใช้กลยุทธ์ในเรื่องของการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์อย่างหนัก เพื่อกู้ภาพลักษณ์ของบริษัทขึ้นมา


ที่มา : http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q4/2008december02p3.htm

คำถาม
1. Crisis Management คืออะไร?
2. การบริหารภายใต้ภาวะวิกฤตินั้น มีองค์ประกอบอะไรบ้าง?
3. ทำไมกิจการส่วนใหญ่ถึงให้ความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยง?

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นโยบายประชานิยมคือเงินของแผ่นดิน

จัดทำโดย นางสาววรภรณ์ ศรีนิล เลขทะเบียน 48210191

นโยบายประชานิยมคือเงินของแผ่นดิน

ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
นับตั้งแต่สมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา มีโครงการที่สำคัญๆ ได้แก่ คือ โครงการกองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการพักหนี้ประชาชน ธนาคารประชาชน ตลอดจนโครงการเอื้ออาทรสารพัด ที่เป็นการอัดฉีดเม็ดเงินตรงเข้าสู่พื้นที่ชนบทอย่างกว้างขวาง ซึ่งทุกคนที่ได้รับเงินไปก็ย่อมจะมีความนิยมชมชอบ โดยเฉพาะผู้นำอย่างกว้างในระดับท้องถิ่น ที่สามารถเข้าถึงหรือได้รับประโยชน์โดยตรงจากเงินดังกล่าว ซึ่งคงจะจำกันได้ ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น ได้ประกาศว่าจะทำให้ความยากจนหมดไปจากประเทศไทยภายใน 5 ปี

แต่ภายหลังที่ได้มีการส่งเงินกองทุนหมู่บ้านจำนวนเกือบ 80,000 ล้านบาท ลงไปในปี 2544 ปีถัดมาก็ได้มีโครงการเอสเอ็มแอล คือ การจัดสรรเงินให้หมู่บ้านตามขนาดของหมู่บ้าน และเป็นการที่ส่งเงินตรงให้หมู่บ้านเป็นการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่ง เงินงบประมาณที่ใช้จ่ายลงไปในระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยได้จริงหรือไม่ ทุกคนก็คงรู้ดีว่าความยากจนหมดจากประเทศไทยหรือยัง แต่ที่เห็น ก็คือ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีภาพนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีโอนเงินโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน หรือ SML (เอสเอ็มแอล) ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ครั้งที่ 1/2551 จำนวน 27,699 หมู่บ้าน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,543.35 ล้านบาท โดยคาดว่าทั้งปีก็คงจะใช้งบประมาณจำนวนเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อปี และเงินดังกล่าวน่าจะผูกพันต่อเนื่องไป เพราะประชาชนก็มีความคาดหวังว่าเป็นเงินที่จะได้จากรัฐบาลในทุกๆ ปี ซึ่งเงินดังกล่าวควรที่จะนำไปใช้ในการเพิ่มศักยภาพของประชาชนและชุมชนมากกว่าที่จะเป็นเงินที่ใช้บริโภคแล้วหมดไป และในแต่ละปีประชาชนก็จะคอยรอรับเงินตลอดไป

หากจะพิจารณาถึงความสำเร็จของโครงการประชานิยมนั้น ก็คงเห็นเงินสะพัดที่ชาวบ้านรู้สึกว่ามีเงินใช้จ่ายคล่องมือ แต่สิ่งที่เป็นรูปธรรม คือ หนี้สินของประชาชนโดยรวมเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในปี 2550 หนี้สินของครัวเรือนอยู่ที่เฉลี่ย 116,681 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากระดับ 82,485 บาทต่อครัวเรือน ในปี พ.ศ. 2545 และเป็นการเพิ่มเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับหนี้ต่อครัวเรือนอยู่ที่ 68,405 บาท ในปี 2543 และเมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของครัวเรือนไทยแล้ว คาดว่าแนวโน้มของหนี้สินจะยังเพิ่มขึ้นไปอีก

ล่าสุด คือ มาตรการของภาครัฐในการรับมือกับวิกฤติการเงินโลก ที่ส่งผลกระทบผ่านมายังประเทศไทย ที่คาดกันว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะซบเซาที่หน่วยงานภาคเอกชนคาดกันว่าในปีหน้านี้ เศรษฐกิจไทยอาจจะเติบโตในอัตราต่ำกว่าร้อยละ 3 ได้ ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐยังคาดการณ์ว่า จะขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 3.8 มาตรการที่เห็นปรากฏผ่านสื่อ คือ การที่จะขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมกลางปีอีกจำนวน 100,000 ล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวสมควรที่จะเพิ่มศักยภาพของธุรกิจเอกชนและประชาชน อาทิเช่น สนับสนุนการเพิ่มการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักร หรือการปรับปรุงสายงานการผลิต หรือพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในการลดต้นทุนในการบริหารค่าขนส่งของการจัดการสินค้า หรือการพัฒนาศักยภาพของคนงาน เป็นต้น

แต่ข่าวที่ได้ยินผ่านสื่อ ก็คือ การที่จะใช้เงินดังกล่าวไปปรับขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการร้อยละ 6 รวมไปถึงการปรับเพิ่มเงิน ให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้าน และ อบต. ซึ่งเป็นนักการเมืองในระดับท้องถิ่นแล้วก็มีความรู้สึกเป็นห่วง ถึงนโยบายที่จะแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้นการปรับเพิ่มเงินเดือน ทำให้ถูกมองได้ว่าการปรับขึ้นเงินเดือนในช่วงระยะเวลานี้ เพื่อต้องการหาคะแนนเสียงเตรียมการเลือกตั้ง
การปรับเพิ่มเงินเดือนในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ ก็คงจะต้องคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้ 1. การสร้างภาระผูกพันต่องบประมาณในปีต่อๆ ไป ที่หมวดของเงินเดือนและค่าจ้างจะเพิ่มขึ้นทุกปีที่ในปัจจุบันประมาณร้อยละ 40 ของงบประมาณจะเป็นค่าใช้จ่ายหมวดเงินเดือน จนในแต่ละปีไม่เหลือเงินสำหรับเพื่อการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่งบประมาณที่จะจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย และการขาดดุลงบประมาณจะเกินเพดานที่จะก่อหนี้ได้ 2. การปรับเพิ่มเงินเดือน ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ จะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องหรือไม่ เหมือนกับภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี แต่รัฐบาลเองมุ่งเน้นกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน


เงินงบประมาณแผ่นดินมาจากภาษีของประชาชน จึงควรที่จะใช้เพื่อประโยชน์สุขและความเจริญของประชาชน มากกว่าเป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ที่มา :
http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q4/2008november13p1.htm

คำถาม

1. เงินงบประมาณแผ่นดินมาจากที่ใด ?
2. การปรับเพิ่มเงินเดือนในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยใดบ้าง ?
3. รูปธรรมของนโยบายประชานิยมคือ ?

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

TIPบริหารจัดการSMEs...การบริหารเงินสด

จัดทำบทความโดย
นางสาวประภาพรรณ หัวเพชร เลขทะเบียน 48210117

TIPบริหารจัดการSMEs...การบริหารเงินสด

เงินสด สินทรัพย์ที่จำเป็นของธุรกิจ โดยธุรกิจจะต้องจ่ายเงินสดเพื่อซื้อวัตถุดิบมาป้อนในขบวนการผลิต จ่ายค่าแรง ซื้อเครื่องมือเครื่องจักร และจ่ายเงินเดือนชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินการต่อไปได้ตามปกติ แม้ว่าเงินสดเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แก่ธุรกิจ แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงสุด

ดังนั้น การบริหารเงินสดที่ดี และมีประสิทธิภาพก็จะทำให้ธุรกิจลดจำนวนเงินสดที่ต้องถือไว้ในมือซึ่งไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ ลงได้ และสามารถที่จะนำเงินสดไปชำระค้าสินค้าเพื่อเอาส่วนลดเงินสดได้

“เงินสด” (Cash) หมายถึง เงินสดในมือ และเงินฝากธนาคารทุกประเภท แต่ไม่รวมเงินฝากประเภทที่ต้องจ่ายคืน เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ เงินสดในมือรวมถึง เงินเหรียญ ธนบัตร เช็คที่ยังมิได้นำฝาก เช็คเดินทาง ดราฟต์ของธนาคาร และธนาณัติ หรือหมายถึงสินทรัพย์ต่างๆ ที่กิจการสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันทีที่ต้องการ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ ตลอดจนสิ่งที่ใกล้เคียงกับเงินสด เช่น เงินฝากเผื่อเรียก เป็นต้น

การบริหารเงินสด
การบริหารเงินสด (Cash Management) เป็นการบริหารที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมเงินสด การจ่ายเงินสด และการลงทุนในหลักทรัพย์ชั่วคราวของเงินสด ผู้จัดการทางการเงิน มีหน้าที่รับผิดชอบระบบการบริหารเงินสดของกิจการ การจัดทำงบประมาณเงินสดเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารเงินสด เพื่อใช้พยากรณ์ความต้องการเงินสดในอนาคตและการควบคุม การดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปตามงบประมาณ นอกจากนี้งบประมาณเงินสดของกิจการต้องรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่นรายการค้าที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน จำนวนเงินสดคงเหลือในบัญชี รายการจ่ายเงินสด ยอดเงินคงเหลือในแต่ละเดือน จำนวนเงินสด คงเหลือในบัญชี รายการจ่ายเงินสด ยอดเงินสดคงเหลือในแต่ละเดือน เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าข้อมูลต่างๆ นี้มีความจำเป็นในการบริหารเงินสดของธุรกิจมาก ซึ่งระบบการรายงานข้อมูลที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์ในการบริหารเงินสด
คือเพื่อให้กิจการมีสภาพคล่องและกำไร หมายถึงผู้จัดการการเงินต้องพยายามลดเงินสดส่วนเกินหรือเงินสดที่เหลือไว้โดยเปล่าประโยชน์ (Idle Cash) ให้มีน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์จากเงินสดที่มีอยู่ ให้มากที่สุด กล่าวคือ ผู้จัดการการเงินควรนำเงินสดส่วนเกินไปหาผลประโยชน์ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสภาพคล่องทั้งในปัจจุบันและอนาคต

การบริหารเงินสดสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ

1. การกำหนดจำนวนเงินสดในมือที่เหมาะสม
การกำหนดเงินสดในมือที่เหมาะสมนั้นจะต้องพิจารณาถึงต้นทุน และผลประโยชน์ของการที่มีเงินสดไว้ในมือ ตามหลักการของความเสี่ยงและผลตอบแทน ผลประโยชน์ของการมีเงินสดในมือ ก็คือความสะดวกในการมีเงินไว้ใช้จ่าย ส่วนต้นทุนของการถือเงินสดก็คือ ดอกเบี้ยที่จะได้รับจากการที่นำเงินสดนั้นไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ย หรือจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่าย

2. การจัดเก็บเงินสดและการจ่ายชำระเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ
กิจการควรจะหาวิธีลดระยะเวลาในขั้นตอนการการดำเนินการเกี่ยวกับการชำระเงิน การจัดเก็บเงิน การจัดส่งเอกสารจากผู้ส่งมายังผู้รับเงิน การจ่ายชำระเงิน เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วย 2 วิธีดังนี้

2.1 การเร่งเงินสดรับ คือทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ กิจการจะต้องเร่งการรับเงินให้เร็วที่สุด
2.2 การชะลอเงินสดจ่าย คือเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ กิจการต้องชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการนั้น โดยควรจะยืดเวลาการชำระให้นานที่สุด โดยที่กิจการไม่เสียชื่อเสียงในเรื่องของการชำระค่าสินค้า

3. การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน
การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน กิจการควรจะหาหนทางเพื่อลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนบางประเภท ที่จะสามารถรักษาทั้งสภาพคล่อง ความเสี่ยงน้อย และมีผลตอบแทนที่ควรจะได้รับ

จะเห็นได้ว่า เงินสดเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ หากกิจการบริหารเงินสดไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพ กิจการจะมีปัญหา ดังนั้นเจ้าของกิจการจะต้องให้ความสนใจ ควบคุมดูแล เอาใจใส่ ในการบริหารเงินสดเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้กิจการได้รับความเสียหาย

ที่มา : http://www.smesmart.is.in.th/?md=content&ma=show&id=113

คำถาม

1.วัตถุประสงค์ในการบริหารเงินสด คืออะไร?

2.การบริหารเงินสดสามารถแบ่งออกเป็นกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง

3.หากกิจการมีการบริหารเงินสดที่ไม่มีประสิทธิภาพจะส่งผลกระทบต่อกิจการอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

“เงิน” คือ เส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจ จงดูแลมันให้ดี ๆ

จัดทำบทความโดย
นางสาววราภรณ์ ลิ้มเชิดชัยไพบูลย์ เลขทะเบียน 48210205

“เงิน” คือ เส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจ จงดูแลมันให้ดี ๆ
หากต้องการประสบความสำเร็จในธุรกิจ จงควบคุมบัญชีและการเงินของคุณให้ถูกต้องอยู่เสมอ คุณอาจเริ่มต้นเรียนรู้การจัดการบัญชีอย่างง่าย โดยใช้ซอฟต์แวร์บัญชี ซึ่งใช้ง่ายและราคาไม่แพง ทำงานแทนคุณ ไม่ว่าจะเป็นออกเช็ค หรือพิมพ์ใบเสร็จ โปรแกรมเหล่านี้สามารถทำแทนคุณได้ทั้งหมด และนั่นจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเดินไปอย่างราบรื่น ลองมองหา Microsoft Office Small Business Accounting, Peachtree First Accounting หรือพวก QuickBooks Premier Accountant มาใช้งานและเริ่มทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ในการควบคุมบัญชีและการเงินของคุณ

ประมาณการกระแสเงินสด “ธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้ล้ม เพราะขาดทุน แต่ล้ม เพราะขาดเงิน” ดังนั้นประมาณการกระแสเงินสดคือ สิ่งแรกที่เจ้าของกิจการต้องรู้ เพราะถ้าคุณไม่รู้ว่าวันนี้ธุรกิจของคุณมีเงินอยู่เท่าไหร่ จะได้เงินมาเพิ่มจากทางไหน และต้องจ่ายอะไรบ้างในอนาคต ก็เตรียมตัวปวดหัวกับปัญหาสภาพคล่องได้เลย หลายธุรกิจลืมมองตรงจุดนี้ คิดเอาแต่ว่ามีเงินพอเปิดธุรกิจก็เปิด หลายคนดึงเงินกำไรจากธุรกิจไปใช้ก่อนเวลาอันควร สุดท้ายก็เกิดปัญหาเช่นกัน ตรงนี้คุณอาจขอความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาด้านการเงิน (ย้ำ! ที่ปรึกษาทางการเงิน ไม่ใช่คนทำบัญชี) ในการช่วยพยากรณ์และวางแผนจัดการกับกระแสเงินสดของธุรกิจไว้ตั้งแต่เริ่มต้นกิจการ

เปิดบัญชีใหม่ให้กับธุรกิจคุณ อย่าให้เงินส่วนตัวและเงินในธุรกิจปะปนกัน เพราะมันจะทำให้บัญชีมั่ว และอาจผิดกฎหมายได้ “ถ้าคุณไม่แยกเงินส่วนตัวและเงินในธุรกิจออกจากกัน นั่นหมายถึงการไม่สร้างเกาะป้องกันให้กับธุรกิจของคุณ” การแยกบัญชีจะช่วยให้คุณเห็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ ตรงนี้อย่ามองเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะธุรกิจประเภทเจ้าของคนเดียวล้มละลายมานักต่อนักแล้ว ด้วยปัจจัยที่ง่ายๆ เพียงเท่านี้

หายอดฝีมือ หานักบัญชีดีๆ สักคนมาช่วยคุณ โดยอาจทดสอบความสามารถของเขา ด้วยรายการคำถามที่เตรียมไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าเขาหรือเธอจะช่วยให้ธุรกิจของคุณประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และปลอดภัยจากสภาวะการขาดสภาพคล่องและปัญหาที่อาจเกิดกับสรรพากรได้ รายการคำถามที่ควรเตรียมไว้ได้แก่ คุณมีวิธี (หรือระบบระเบียบ) การทำบัญชีอย่างไร? รูปแบบของรายงานที่จะส่งให้ (คุณ) มีลักษณะอย่างไร? ภาษีที่กิจการ (ของคุณ) ต้องเสียมีอะไรบ้าง? ธุรกิจ (ของคุณ) ควรวางแผนภาษีอย่างไร อะไรบ้างที่ลดหย่อนได้ เป็นต้น

สร้างความสัมพันธ์อันดีกับธนาคาร แม้ว่าคุณยังไม่ต้องการกู้ ไม่มีอะไรยากเลย เพียงแค่แวะไปธนาคาร แล้วพูดคุยกับผู้จัดการสาขา เล่าให้เขาฟังว่าคุณทำธุรกิจอะไรอยู่ เพราะในอนาคต ถ้าคุณต้องการทำธุรกรรมกับธนาคาร คุณจะได้รู้ว่าต้องคุยกับใคร? ไม่แน่เหมือนกันในอนาคตคุณอาจต้องการความช่วยเหลือจากเขา เช่น เงินกู้เพื่อเพิ่มหรือขยายธุรกิจก็เป็นได้ การกู้ยืมเงินจากธนาคารไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะถ้ากู้แล้วก็จ่ายคืน ก็จะทำให้เรามีประวัติที่ดีกับธนาคาร “ประวัติการกู้ยืมระยะสั้นและจ่ายคืนเต็มจำนวนเป็นสิ่งที่ควรสะสมไว้ มากกว่าการกู้ยืมระยะยาว แต่ผิดนัดชำระเงินเป็นประจำ

รักษาประวัติเอาไว้ให้ดี “ทุกวันที่ผ่านไป คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจของคุณ” สิ่งหนึ่งที่คุณต้องรู้ไว้ก็คือ วันหนึ่งจะมีคนเห็นมูลค่านั้น และขอซื้อธุรกิจจากคุณ ตามมูลค่าที่เขามองเห็น” ในโลกธุรกิจ การสร้างมูลค่าขึ้นอยู่กับการสร้างฐานลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากคุณ และทำกำไรให้คุณอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่องนี่เอง ที่เป็นสินค้าอีกหนึ่งอย่างของธุรกิจคุณ จำเอาไว้ว่า “ตราบใดที่มูลค่าในธุรกิจของคุณสูงขึ้น คุณสามารถขายมูลค่าของมันให้กับใคร ๆ ได้”

ที่มา : http://www.bizkons.com/index.php/การเงินธุรกิจ/“เงิน”-คือ-เส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจ-จงดูแลมันให้ดี-ๆ.html

คำถาม

1. ทำไมจะต้องประมาณการกระแสเงินสด ?

2. เราจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างไร ?

3. ทำไมจะต้องมีนักบัญชีฝีมือดีภายในกิจการ ?