จัดทำโดย นางสาวนรีรัตน์ ปล่องทอง 48210212
ภาวะเงินฝืด วิกฤติเลิกจ้างและทางออก
มีสัญญาณหลายอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการที่เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก จะเผชิญกับภาวะเงินฝืดในปีหน้า แต่น่าจะเป็นสภาวะเงินฝืดอ่อนๆ ขณะที่ระดับราคาสินค้าและบริการหลายชนิดปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศติดลบ
ภาวะเงินฝืดเป็นผลมาจากอุปสงค์ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว การผลิตสินค้าและบริการปรับลดลงตามความต้องการที่ลดลง มีการผลิตสินค้าเกินความต้องการ ความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดโลกคราวนี้ต่างจากความเสี่ยงนี้เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดโลกคราวที่แล้ว เป็นผลจากอุปทานของสินค้าหลายชนิดมีมากล้นเกินอุปสงค์ จนไม่สามารถดูดซับได้ทัน ขณะที่จีนก็ผลิตสินค้าราคาถูกระบายออกมาจำนวนมาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ผลิตได้ถูกลงมาก เป็นความไม่สมดุลอีกแบบหนึ่ง แต่ไม่ใช่ปัญหาวิกฤติอะไร
แต่คราวนี้แตกต่างครับ
เศรษฐกิจชะลอลงมากแต่ไม่ถึงขั้นเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเพียงเศรษฐกิจถดถอยแต่อาจยาวนานหน่อย
ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องปกติในระบบทุนนิยม เศรษฐกิจนั้นมันมีวงจรของมันอยู่ Business Cycle หรือวัฏจักรธุรกิจสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วงระยะเวลา คือ
1. ระยะเศรษฐกิจรุ่งเรือง หรือเฟื่องฟู (Economic Expansion)
2. ระยะเศรษฐกิจถดถอย (Economic Recession)
3. ระยะเศรษฐกิจตกต่ำ (Economic Depression)
4. ระยะเศรษฐกิจฟื้นตัว (Economic Recovery)
ลักษณะของวัฏจักรธุรกิจในแต่ละช่วง
ระยะของวัฏจักรธุรกิจ ราคาสินค้าและบริการ การลงทุน การจ้างงาน รายได้
ระยะเศรษฐกิจรุ่งเรือง สูง สูง สูง สูง
ระยะเศรษฐกิจถดถอย เริ่มลด เริ่มลด เริ่มลด เริ่มลด
ระยะเศรษฐกิจตกต่ำ ต่ำ ต่ำ ต่ำ ต่ำ
ระยะเศรษฐกิจฟื้นตัว เริ่มเพิ่ม เริ่มเพิ่ม เริ่มเพิ่ม เริ่มเพิ่ม
การเกิดวัฏจักรธุรกิจเป็นธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจ มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการบริโภคสินค้าและบริการ มีการเปลี่ยนแปลงในการลงทุน มีการค้นพบสิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีใหม่ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น หรือลดลงของการผลิตและการจ้างงาน
ภาวะเงินฝืด อันหมายถึง ภาวการณ์ที่ระดับราคาสินค้า และบริการทั่วไปตลอดจนต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะค่าจ้างแรงงานลดต่ำลงเรื่อยๆ ในระยะเวลาหนึ่ง และทำให้อำนาจซื้อของเงินทุนเพิ่มสูงขึ้น นั่นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1. เงินฝืดอย่างต่ำ ... เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ราคาสินค้าในตลาดโดยทั่วไปจะลดลงเล็กน้อย
2. เงินฝืดอย่างปานกลาง ... เป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่รุนแรงมากนัก
3. เงินฝืดอย่างรุนแรง ... เป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง เพราะราคาสินค้าโดยทั่วไปจะลดลงอย่างมาก การผลิตหยุดชะงัก คนว่างงานจำนวนมาก กิจการล้มละลาย สินค้าจะขาดแคลน รายได้ของประชาชนจะลดลง
นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอย่างศาสตราจารย์พอล ครุกแมน ได้เขียนหนังสือ "The Return of Depression Economics" ไว้เมื่อหลายปีก่อน กล่าวเตือนและตั้งข้อสังเกตตั้งแต่วิกฤตการณ์ในเอเชียจนถึงละตินอเมริกา ปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่น และบทบาทของเฮดจ์ฟันด์ต่อระบบการเงินโลก เขาเตือนว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินนั้น สามารถส่งผลกระทบลูกโซ่จากภูมิภาคหนึ่งไปยังอีกภูมิภาคหนึ่ง โดยไม่ยาก การแพร่กระจายของภาวะเงินฝืด ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน เขาพูดถึง Demand-side economics เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการจัดการทางด้านอุปสงค์ และตอกย้ำถึงความสำคัญของการกระตุ้นอุปสงค์ ให้เพียงพอในการดูดซับกำลังผลิตส่วนเกินที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยหรือภาวะเงินฝืด การแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ใช่เกมแห่งความเชื่อมั่น ที่จะใช้งบประมาณเกินดุลหรือนโยบายการเงินแบบเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นตามแนวทาง Conventional แนวทางเหล่านั้นล้วนทำให้ละตินอเมริกา หลายประเทศในเอเชียประสบความขมขื่นจากการหดตัวของเศรษฐกิจ และการตกต่ำของราคาสินทรัพย์อย่างรุนแรง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็มิได้กลับมาอย่างที่หวัง
สาเหตุของภาวะเงินฝืดนั้นมีหลายสาเหตุ แต่มักเกิดขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวในระดับต่ำ นอกจากนี้ เงินฝืดอาจจะเกิดจากธนาคารกลางพิมพ์ธนบัตรออกมาหมุนเวียนในตลาดน้อยเกินไป แต่อุปสงค์ของเงินมีมาก ประชาชนนิยมเก็บเงินไว้กับตัวมากเกินไป นโยบายของธนาคารกลางในการเรียกเก็บเงินสำรองตามกฎหมาย จากธนาคารพาณิชย์มากเกินไป นโยบายของธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ขยายเครดิต รัฐบาลควบคุมอุปสงค์ไม่ให้ร้อนแรงเกินไป ผ่านการใช้นโยบายการเงินและการคลังแบบเข้มงวด ด้วยการลดการใช้จ่ายภาครัฐหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรือความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนถดถอย ทำให้ไม่มีการจับจ่ายใช้สอยหรือการลงทุนเกิดขึ้น กดดันให้ราคาสินค้าลดลง
ภาวะเงินฝืดโลก (Global Deflation) เวลานี้เป็นภาวะเงินฝืดที่มีความเชื่อมโยงกับการแตกตัวของฟองสบู่ ของอุตสาหกรรมการลงทุน และการเงินของสหรัฐ ที่มีต้นตอมาจากสินเชื่อซับไพร์ม ซึ่งทุกคนรับรู้ดีอยู่แล้ว
ภาวะเงินฝืดมักมาพร้อมกับวิกฤติเลิกจ้าง และปัญหาการว่างงาน ครับ
ทำไมต้องเลิกจ้าง คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ ต้องการลดต้นทุน เพื่อความอยู่รอดขององค์กร หรือ องค์กรปิดกิจการล้มละลายดำเนินกิจการต่อไม่ได้
เวลาเกิดปัญหาแบบนี้ ลูกจ้างแรงงานผู้อ่อนแอกว่าย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ และกระทบหนักที่สุด
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องมีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทำไมต้องมีนโยบายของรัฐมาช่วยดูแล
ในเบื้องต้น รัฐจะต้องดำเนินมาตรการทุกด้าน ทั้งมาตรการการคลัง มาตรการการเงิน มาตรการแข่งขันการค้าและการลงทุน ให้เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อรักษาตำแหน่งงานเอาไว้ จีดีพีหล่นลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ หมายถึง ตำแหน่งงานหายไปสี่แสนตำแหน่ง ครับ
ส่วนมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในและตำแหน่งงานในประเทศต้องทำอย่างมีชั้นเชิง และศิลปะไม่ให้ประเทศเขาฟ้องว่า เราละเมิดหลักการค้าเสรี
ส่วนมาตรการทางด้านแรงงานโดยตรง ขอยกไปเขียนในคราวหน้า ครับ
ที่มา : http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q4/2008december05p1.htm
คำถาม
1. ภาวะเงินฝืดมีสาเหตุมาจากอะไร?
2. ภาวะเงินฝืดแบ่งออกเป็นกี่ลักษณะ? อะไรบ้าง?
3. Business Cycle แบ่งออกเป็นกี่ช่วงระยะเวลา? อะไรบ้าง?
วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
2 ความคิดเห็น:
1.ภาวะเงินฝืดเป็นผลมาจากอุปสงค์ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว การผลิตสินค้าและบริการปรับลดลงตามความต้องการที่ลดลง มีการผลิตสินค้าเกินความต้องการ
2.แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1. เงินฝืดอย่างต่ำ ... เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ราคาสินค้าในตลาดโดยทั่วไปจะลดลงเล็กน้อย
2. เงินฝืดอย่างปานกลาง ... เป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่รุนแรงมากนัก
3. เงินฝืดอย่างรุนแรง ... เป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง เพราะราคาสินค้าโดยทั่วไปจะลดลงอย่างมาก การผลิตหยุดชะงัก คนว่างงานจำนวนมาก กิจการล้มละลาย สินค้าจะขาดแคลน รายได้ของประชาชนจะลดลง
3.Business Cycle หรือวัฏจักรธุรกิจสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วงระยะเวลา คือ
1. ระยะเศรษฐกิจรุ่งเรือง หรือเฟื่องฟู (Economic Expansion)
2. ระยะเศรษฐกิจถดถอย (Economic Recession)
3. ระยะเศรษฐกิจตกต่ำ (Economic Depression)
4. ระยะเศรษฐกิจฟื้นตัว (Economic Recovery)
นางสาวพัชราภรณ์ ตั้งมนัสสุขุม
เลขทะเบียน 48210375
1.)ภาวะเงินฝืดเป็นผลมาจากอุปสงค์ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว การผลิตสินค้าและบริการปรับลดลงตามความต้องการที่ลดลง มีการผลิตสินค้าเกินความต้องการ
2.) 3 ลักษณะ คือ
1.เงินฝืดอย่างต่ำ เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ราคาสินค้าในตลาดโดยทั่วไปจะลดลงเล็กน้อย
2.เงินฝืดอย่างปานกลาง เป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่รุนแรงมากนัก
3.เงินฝืดอย่างรุนแรง เป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง เพราะราคาสินค้าโดยทั่วไปจะลดลงอย่างมาก การผลิตหยุดชะงัก คนว่างงานจำนวนมาก กิจการล้มละลาย สินค้าจะขาดแคลน รายได้ของประชาชนจะลดลง
3.)4 ช่วงระยะเวลา คือ
1.ระยะเศรษฐกิจรุ่งเรือง หรือเฟื่องฟู
(Economic Expansion)
2.ระยะเศรษฐกิจถดถอย (Economic
Recession)
3.ระยะเศรษฐกิจตกต่ำ (Economic
Depression)
4.ระยะเศรษฐกิจฟื้นตัว (Economic
Recovery)
ตอบโดย น.ส.อรวลี ผ่องแ้ผ้ว
เลขทะเบียน 48210346 กลุ่ม 10
แสดงความคิดเห็น